เหตุใดญี่ปุ่นจึงรับมือโควิดได้ไม่ดีนัก

3,144
Screen Shot 2563-05-12 at 12.22.20 PM

ภาพ : https://time.com

บทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์ Japan Times วิเคราะห์ว่าเหตุใดประเทศที่ขึ้นชื่อในการรับมือมหันตภัย ทั้งแผ่นดินไหวและสึนามิอย่างญี่ปุ่นจึงดูเหมือนจะแก้ปัญหาโควิดได้ไม่ดีนัก บทวิเคราะห์เริ่มจากการอ้างอิงบทความใน The New Yorker พูดถึงความแตกต่างในการรับมือโควิด 19 ระหว่างมลรัฐวอชิงตันกับนิวยอร์ก  ทั้งๆ ที่วอชิงตันเป็นรัฐแรกที่พบผู้ติดเชื้อโควิดตั้งแต่กลางเดือนมกราคม แต่กลับควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสไว้ได้  ในขณะที่นิวยอร์กรับมือกับโควิดค่อนข้างช้าและไร้ประสิทธิภาพ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20,000 ราย ความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐวอชิงตันมาจากการทำงานของเหล่านักวิทยาศาสตร์ ในขณะที่ทีมควบคุมโควิดในนิวยอร์กกลับเป็นนักการเมือง

สถานการณ์คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ในขณะที่เกาหลีใต้พยายามควบคุมการติดเชื้อด้วยการเร่งตรวจหาผู้ติดเชื้ออย่างทั่วถึงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แต่ญี่ปุ่นรับมืออย่างเชื่องช้า และไม่เป็นระบบ ยอดตรวจ PCR ในญี่ปุ่นต่ำกว่าหลายๆ ประเทศแม้แต่ประเทศกำลังพัฒนา ผู้ป่วยอาการหนักหลายๆ เคสต้องรอตรวจจนเสียชีวิตไปเสียก่อน (อย่างไรก็ตาม ยอดผู้ป่วยในเกาหลีใต้เริ่มกลับมาเพิ่มมากขึ้นในระยะ 1 สัปดาห์มานี้ จากการพบคลัสเตอร์เคสในย่านอิแทวอน) อาจเป็นไปได้ว่าผู้เชี่ยวชาญพยายามป้องกันไม่ให้ระบบสาธารณสุขของญี่ปุ่นล่มสลาย จึงคิดว่าการเร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อจะทำให้พบคนไข้มากเกินจนโรงพยาบาลดูแลไม่ไหว ซึ่งก็นำไปสู่คำถามว่า 1.ญี่ปุ่นเตรียมแผนรับมือโควิดไว้รัดกุมหรือไม่?  2. ระบบสาธารณสุขที่มีอยู่ของญี่ปุ่นปรับตัวต่อการรับมือภาวะฉุกเฉินอย่างโควิดได้ดีแค่ไหน?

บทความในหนังสือพิมพ์ Tokyo Shimbun วิเคราะห์ว่าหน่วยงานที่ทำให้การรับมือโควิดในญี่ปุ่นออกมาเป็นเช่นนี้ไม่ใช่นักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ แต่กลับเป็นหน่วยงานข้าราชการที่หั่นงบด้านสาธารณสุขลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะงบประมาณในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในระยะกว่า 30 ปีมานี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Hidenori Sato จากมหาวิทยาลัยโทโฮขุเล่าว่ารัฐบาลในปี 1982 ออกนโยบายลดจำนวนนักศึกษาแพทย์ เพราะกลัวว่าปริมาณแพทย์ในประเทศจะล้นเกิน ต่อมาในสมัยนายกฯ Junichiro Koizumi ได้ออกนโยบายเพิ่มอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มเองในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจาก 20% เป็น 30% แถมยังลดเงินช่วยอุดหนุนไปยังโรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ และตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมาจำนวนสถานพยาบาลของภาครัฐที่ได้รับงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาลกลางก็ลดลงเกือบครึ่ง ทั้งๆ ที่สถานพยาบาลเหล่านี้เป็นด่านหน้าของการรับมือโควิด-19

Screen Shot 2563-05-12 at 12.26.48 PM

โตเกียวชิมบุนยังรายงานอีกว่าเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วกระทรวงสาธารณสุขมีมติลดปริมาณเตียงทั่วประเทศ จริงๆ แล้วญี่ปุ่นมีปริมาณเตียงต่อประชากรสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในโลก คือ 13.1 ต่อประชากร 1,000 คน แต่เตียงส่วนใหญ่มีไว้รักษาผู้ป่วยทั่วไป (56.7%) และทางจิตเวช (21.3%) การลดปริมาณเตียงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายให้แต่ละสถานพยาบาลยุบแผนกที่ไม่จำเป็นทิ้งเพื่อควบคุมงบประมาณรายง่าย ถ้าเทียบดูปริมาณเตียงในปี 1995 มีเตียงสำหรับผู้ติดเชื้อถึง 9,974 เตียง แต่พอปี 2018 ลดลงเหลือเพียง 1,882 เตียง ดังนั้นพอช่วงเดือนเมษายนที่ผู้ติดเชื้อโควิดในญี่ปุ่นพุ่งพรวดพราดถึง 12,000 ราย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมญี่ปุ่นจึงมีเตียงไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วย

 Kayoko Yui นักข่าวด้านสาธารณสุขยังวิเคราะห์อีกว่า ไม่ใช่แค่เตียงที่ขาดแคลน แต่หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อก็ขาดแคลนเช่นเดียวกัน การให้ความสำคัญเรื่องการจำกัดงบประมาณมากกว่าสุขภาพของประชาชนเป็นต้นตอของปัญหาการรับมือโควิดอันไร้ประสิทธิภาพในญี่ปุ่น ณ เวลานี้

ในคอลัมน์วันที่ 2 และ 9 พฤษภาคมของหนังสือพิมพ์ Shukan Gendai เปิดเผยคำสัมภาษณ์ของหัวหน้าแพทย์จากคลินิกเฉพาะทางในเขตเนริมะของโตเกียวว่าความสามารถในการรองรับผู้ป่วยติดเชื้อของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านการติดเชื้อก็เกินขีดจะรับไหวแล้ว   อาจจะต้องให้โรงพยาบาลทั่วไปช่วยกระจายการรับผู้ป่วยเพิ่ม แต่ปัญหาก็คือโรงพยาบาลทั่วไปก็เริ่มขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วยโควิด เพราะแม้ว่าจะผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่า 80 % จะมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่หมอและเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ทางการแพทย์ทุกครั้งในการเข้าตรวจผู้ป่วยอาการเบื้องต้นเช่นกัน

สภาล่างของญี่ปุ่นเพิ่งผ่านงบประมาณช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกว่า 26 ล้านล้านเยนไปเมื่อปลายเดือนเมษายน นักวิเคราะห์ Shigeru Handa เขียนไว้ใน Gendai Business ว่า เกาหลีใต้เลื่อนการซื้ออาวุธทางการทหารจากสหรัฐอเมริกาเพราะเอาเงินส่วนนี้มาช่วยอุ้มเศรษฐกิจและแก้ปัญหาไวรัส แต่ญี่ปุ่นกลับทำตรงกันข้าม โดยไม่ยอมเลื่อนข้อตกลงการซื้อเครื่องบินเจ็ตรุ่น 42 F35 (และยังอยู่ในรายการสั่งซื้ออีก 105 ลำ) ซึ่งดูไม่มีความจำเป็นต้องใช้เลย ราคาเครื่องบินแต่ละลำสูงถึง 11,900  ล้านเยน ถ้าเลื่อนการซื้อซักลำออกไปก็จะมีเงินเหลือมากโข พอสำหรับช่วยเหลือทางการแพทย์และเศรษฐกิจในช่วงโควิดอันยากลำบากนี้


แปล สรุป และเรียบเรียงจาก

Japan Times

The New Yorker


Monthefatcat