คอร์สกระทัดรัดเที่ยวจบใน 3 ชั่วโมง : นาริตะ เมืองแสนอบอุ่นที่ไม่ได้มีแค่สนามบิน

69,804

มีใครเคยขึ้นเครื่องบินมาเปลี่ยนไฟลท์ที่นาริตะแล้วต้องอยู่ที่นี่เป็นวันๆ ไหมคะ? เดินช้อปปิ้งอย่างเดียวก็เบื่อแย่ อุตส่าห์มาถึงญี่ปุ่นทั้งทีอยากจะออกไปดูนู่นดูนี่บ้าง ติดอยู่แค่ว่าสนามบินมันไกลจากตัวเมืองเหลือเกิน กว่าจะเข้าไปถึงโตเกียวก็หมดเวลาแล้ว วันนี้มีมี่ขอเป็นตัวแทนเจแปนลิสต์ พาทุกคนมารู้จักเมืองเล็กๆ สุดน่ารักอย่างนาริตะกันบ้าง ทีนี้เวลามาสนามบินนาริตะ แม้จะมีเวลาเปลี่ยนเครื่องแค่แป๊บเดียว ก็สามารถแว๊บออกมาเดินเล่น ทานของอร่อยและสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นได้แล้วค่ะ

IMG_5281

เมืองนาริตะ

นาริตะนั้นเป็นเมืองเล็กๆ มีประชากรแค่ 130,000 คน นอกจากสนามบินอันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว อีกหนึ่งสถานที่ที่ดังมากๆ ของนาริตะก็คือวัดนาริตะซังชินโชจิ ซึ่งวัดนี้ก็อยู่ใกล้ๆ สนามบินห่างออกไปเพียง 1 สถานีจากสถานี Narita Terminal 2-3 ใช้เวลาเดินทางราวๆ 10 นาทีเท่านั้นเองค่ะ แต่นอกจากวัดนาริตะซังแล้ว ที่เมืองก็ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกมากที่อยู่ห่างไปไม่ไกลเลย แค่ว่านักท่องเที่ยวอย่างเราๆ นั้นไม่รู้จักกันเฉยๆ วันนี้มีมี่จึงมีทางออกที่ง่ายและสะดวกระดับโลกมาแนะนำกัน โปรแกรมทัวร์แบบม้วนเดียวจบ ข้อมูลไม่ต้องหา นาริตะจัดให้! ที่สำคัญ...ฟรี! มันคือ Narita Transit Program นั่นเองค่ะ

picture_pc_62688601a37f8b5b599760e88f7b6336

Narita Transit Program

Screen Shot 2016-06-23 at 1.50.07 PM

โปรแกรมทัวร์นี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของสนามบินนาริตะเเละหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ใกล้เคียงต่างๆเช่นเมืองนาริตะ รัฐบาลญี่ปุ่น  กลุ่มเป้าหมายคือนักท่องเที่ยวที่แวะเปลี่ยนไฟลท์และมีเวลาอยู่ในญี่ปุ่นไม่ถึงวัน แต่อยากออกมาเที่ยวนอกสนามบิน รวมไปถึงชาวต่างชาติที่พักอาศัยในญี่ปุ่นที่มีแผนการใช้เวลาสั้นๆท่องเที่ยวๆใกล้ๆสนามบินนาริตะ โดยทางโปรแกรมมีคอร์สต่างๆ ให้เลือกตามความสนใจ และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเวลาที่มี แน่นอนว่าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีเพียงค่าเดินทาง ค่ากินและค่าช้อปของตัวคุณเองเท่านั้นที่คุณต้องออก! ใครอยากอ่านรายละเอียดแบบเต็มๆ ไปที่เว็บนี้ (http://www.narita-transit-program.jp/) ได้เลยค่า เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเลย

ที่มีมี่อยากจะแนะนำโปรแกรมนี้ให้ทุกคนได้รู้จักกันก็เพราะว่า เค้ามีไกด์อาสาสมัคร พาเราไปเที่ยวฟรี! ซึ่งไกด์จะตัวติดกับเราตลอดเวลา ตั้งแต่ออกจากสนามบินยันเข้าส้วม (อันนี้ล้อเล่นนะ) แถมคอยบรรยายประวัติของสถานที่ให้เราฟัง ไกด์พูดอังกฤษได้ทุกคนค่ะ ดังนั้นไม่มีคำว่าหลงอยู่ในพจนานุกรมของท่านเมื่อท่านร่วมทัวร์นี้ ดังนั้นใครไม่ได้วางแผนมา ไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ไม่ต้องห่วง แค่เดินไปติดต่อเคาเตอร์ Narita Transit Program ที่สนามบิน ก็ได้เที่ยวแบบง่ายๆ ฟรีๆ แล้ว ลองไปดูขั้นตอนกันค่ะ

image005

วันนี้มีมี่มาติดต่อที่เคาน์เตอร์ Narita Transit Program ที่ Terminal 2 (ที่ Terminal 1 ก็มีนะคะ สามารถดูโลเกชั่นได้ที่นี่ http://www.narita-transit-program.jp/guide.html เลย) เคาท์เตอร์หาง่ายมาก อยู่ชั้น 1 ตรง International Arrival Lobby A ออกจาก Baggage Claim ฝั่งประตู A ปุ๊บก็เจอเลยตามภาพเลยค่า

[caption id="attachment_14007" align="aligncenter" width="654"]image007 ป้ายใหญ่โตมโหฬาร หาง่ายไม่มีหลงแน่นอน[/caption]

มาถึงมีมี่ก็เจอพนักงานยิ้มหน้าบานรออยู่แล้ว แถมยังพูดภาษาอังกฤษคล่องอีกด้วยค่ะ เคาน์เตอร์เปิดรับทัวร์พร้อมไกด์ใน 9.00 - 12.00 และทุกกลุ่มจะกลับมาก่อนบ่าย 2 โมง ดังนั้นมั่นใจว่าจะไม่ตกเครื่องแน่นอนค่ะ

ระบบของที่นี่คือ ทำทัวร์เป็นกลุ่มเล็กๆ ดังนั้นเค้าไม่ได้ทำเป็นรอบๆ นะคะ เช่นเริ่มเปิดลงทะเบียนรอบ 9 โมงเช้า พอลงชื่อเสร็จค่อยออก คือที่นี่เป็นระบบ First Come First Served ใครมาถึงก่อน ลงชื่อก่อน ไกด์ก็จะพาไปก่อน ไม่มีรอให้คนเยอะกว่านี้ค่อยออก หรืออะไรแต่อย่างใด เรียกว่าให้การดูแลแบบทั่วถึงมากๆ ค่ะ แต่ตามที่บอกคือจะให้ลงชื่อตามลำดับก่อนหลัง พอไม่มีไกด์ก็จะปิดลงทะเบียน  อย่าเพิ่งเสียใจไปค่ะ เค้ามีทัวร์อีกรูปแบบหนึ่งก็คือ Self-guided Tour หรือพูดง่ายๆ ว่าช่วยตัวเอง ไปเอง เดินทางเองนั่นแหละ! แต่เราสามารถขอคำแนะนำจากเค้าได้เต็มที่ รวมถึงเค้าจะให้หนังสือนำเที่ยวเรามา แบบเป็นขั้นตอนอย่างละเอียด ก็เหมือนได้ไกด์มาในรูปแบบหนังสือเลยเนอะ

[caption id="attachment_14121" align="aligncenter" width="340"]ÉcÉAÅ[éÛïtèIóπ ถ้าเค้าขึ้นป้ายแบบนี้แปลว่าวันนี้ทัวร์พร้อมไกด์หมดรอบแล้วนะคะ[/caption]

กลับมาที่โปรแกรมหลักของเรานะคะ สมมุติเรามาแล้วยังมีไกด์อยู่ เราก็เลือกได้เลยค่ะว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนระหว่าง :

  1. วัดนาริตะซังชินโซจิ (Narita-san Shinshoji)
  2. พิพิธภัณฑ์การบิน (Museum of Aeronautical Science)
  3. ชมธรรมชาติที่เมืองทาโกะ (Tako Town)
  4. เมืองซาคาเอะ

ซึ่งวันนี้มีมี่เลือกไปนาริตะซังค่ะ หลังจากลงชื่อ กรอกรายละเอียดไฟลท์บิน (เค้าจะช่วยเราคำนวณค่ะว่าเรามีเวลาพอไหม เค้าไม่อยากให้เราตกเครื่อง ละเอียดสมเป็นญี่ปุ่นจริงๆ) เรียบร้อย เค้าก็จะแจกน้ำให้ดื่มขวดนึง สเสร็จแล้วเราก็ตามพี่ไกด์ไปเลยค่ะ

NC1

ก่อนไปถ้าใครมีของหรือกระเป๋าใบใหญ่สามารถฝากไว้ที่เคาน์เตอร์เค้าก่อนได้นะคะ จะได้เดินแบบสบายตัว ไกด์ของมีมี่วันนี้เป็นคุณตาวัย 72 ปีที่ไม่น่าเชื่อว่าพูดอังกฤษคล่องมากๆ เก่งแบบสุดๆ มีมี่คุยกับเค้าได้ไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ แถมคุณตายังใจดีมากๆ แนะนำนู่นนี่นอกเหนือจากข้อมูลของสถานที่เยอะไปหมด สอนมีมี่เรื่องวัฒนธรรมต่างๆ ของคนญี่ปุ่นด้วย น่ารักมากๆ ค่ะ

[caption id="attachment_14012" align="aligncenter" width="653"]image017 นี่มีมี่แอบถ่ายตอนคุณตาจะพามีมี่ไปขึ้นรถไฟ เสื้อสีชมพูแสบถึงทรวง ไม่มีทางหาไกด์ไม่เจอค่ะ ณ จุดๆ นี้[/caption]

NC2

คุณตาพามีมี่ขึ้นรถไฟสาย Keisei มาลงที่สถานีนาริตะ (Narita) ออกจาก Terminal 2 มาแค่สถานีเดียวเท่านั้นเอง วัดนาริตะซังอยู่ห่างจากสถานีราวๆ 1 กิโลเมตร แต่ถนนทางเดินสู่วัดนาริตะซังนั้น มีร้านค้าเยอะมากๆ ตลอดสองข้างทาง ซึ่งแน่นอนว่าถึงตรงนี้ เราก็สามารถบอกไกด์ได้ตามสบายเลยค่ะว่าเราอยากทำอะไรบ้าง ไม่อยากทำอะไรก็ข้ามไป จะหยุดกินอะไรก็กินได้ตามสะดวก พี่ไกด์รู้เยอะมากค่ะ ถามอะไรเกี่ยวกับร้านค้าตอบได้หมด

image023

ถนนสวยๆ สู่วัดนาริตะซังนี้เค้าเรียกกันว่าโอโมเตะซันโดะค่ะ ตลอดระยะทาง 1 กิโลเมตรจะมีร้านขายไอศกรีมนมและผลิตภัณฑ์นมจากท้องถิ่น ราเมน ซูชิ ขนมหวานโบราณ ไปจนถึงอาหารดังอันดับ 1 ของเมืองข้าวหน้าปลาไหล (Unagi) นั่นเอง ส่วนคุณไกด์พามีมี่แวะที่ไหนบ้างนั้น เราไปดูกันเลยค่ะNC3

ร้านแรกที่มีมี่เข้าไปคือร้านขายของที่ระลึกค่า อันนี้อยู่ตรงต้นถนนเลย มีของสไตล์ญี่ปุ่นขายเยอะมากๆ ทั้งแมวกวัก ผ้าเช็ดหน้า ตุ๊กตา พวงกุญแจ น่ารักๆ ทั้งนั้น เรียกว่าไม่ต้องไปถึงโตเกียวก็ซื้อของสไตล์ญี่ปุ่นเด็ดๆ ฝากญาติพี่น้องได้สบายเลยค่ะ

image029

ร้านต่อมาเป็นร้านราเมงชื่อ Ramen Bayashi ค่ะ อันนี้มีมี่ไม่ได้เข้าไปนะ (หิ้วท้องรอกินปลาไหล) แต่คุณตาไกด์บอกมีมี่ว่าเป็นร้านดังของแถบนี้ นักบินกับแอร์เค้าชอบมากินกัน ชื่อร้านตัวภาษาอังกฤษใหญ่เบ้อเร่อเลยค่ะ รับรองความอร่อยด้วยตำแหน่งร้านอาหารอันดับหนึ่งในแถบนาริตะและเรทติ้ง 4.5 ดาวจาก Tripadvisor นะเออ

[caption id="attachment_14019" align="aligncenter" width="638"]image031 อีกร้านที่มีมี่ผ่านแล้วไม่ได้เข้าก็คือ Narita Edokko Sushi เป็นร้านซูชิที่ไกด์บอกว่าเด็ดสุดบนถนนนี้ ปลาสด คุณภาพดี ราคาแอบแพงนิดนึง แต่ของเค้าดีจริงค่ะ[/caption][caption id="attachment_14020" align="aligncenter" width="666"]image033 นอกจากร้านอาหารต่างๆ แล้วที่นี่ยังมีโรงเหล้าสาเกขึ้นชื่ออยู่ด้วยนะคะ ชื่อว่า Chomeisen ซึ่งแน่นอนว่าที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านขายแต่เป็นโรงกลั่นเหล้าสาเกที่ดังที่สุดในเมืองเลยก็ว่าได้ ใครอยากลองจิบลองชิมสาเกญี่ปุ่นแบบต่างๆ สามารถทำได้เลยค่ะ แค่ใกล้ๆ สนามบินแค่นี้ ก็มีที่ๆ สามารถจิบสาเกแบบต้นตำรับได้ เลิศเลอเพอร์เฟคมาก[/caption]

NC11

และแล้วก็มีร้านที่ทำให้มีมี่หยุดได้ค่ะ! มันคือร้านของหวานนั่นเอง แฮ่ ร้านที่มีมี่หยุดกินก็คือร้านขายขนมอิมากาวะยากิ (Imagawayaki) หรือขนมแป้งทอดไส้ต่างๆ นั่นเอง ที่จริงแล้วเจ้าขนมนี้ มีชื่อเรียกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ที่นาริตะเค้าเรียกกันว่าอามะทาโร่ยากิ (Amataroyaki) ค่ะ แน่นอนว่าคุณไกด์พามาร้านนี้เพราะมันยอดฮิตระดับตำนาน คิวยาวระเบิดระเบ้อ ร้านชื่อ Kintoki no Amatarou ค่ะ

image039

คุณตาไกด์บอกว่าร้านนี้มีประวัติยาวนานถึง 65 ปี คุณลุงที่เห็นทำขนมอยู่ในตอนนี้เป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 2 แต่แน่นอนว่าความอร่อยยังคงเส้นคงวา จึงขายดีมาถึงทุกวันนี้ค่ะ มีให้ทานกันสองไส้ ไส้ถั่วแดงกับถั่วขาว มีมี่กินรสถั่วขาวค่ะ อร่อยมากๆ กรอบนอมนุ่มใน ยิ่งถ้ากินตอนร้อนๆ นี่ฟินสุดๆ รสชาติกำลังดีไม่หวานเกินไป แป้งก็หอมกรุ่น ฟินน้ำตาซึม NC12

หลังจากซัดขนมแป้งทอดหมดใน 3 วินาทีด้วยความหิวโหย คุณตาไกด์แนะนำให้มีมี่ลองไปใส่กิโมโนค่ะ เลยจากร้านอามะทาโร่ไปนิดนึง มีที่ให้เช่ากิโมโนสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งเราสามารถใส่เดินเล่นได้ 2 ชั่วโมงค่ะ ราคา 500 เยน เค้าขอเก็บเป็นค่าซักทำความสะอาด ซึ่งหลังจากเราเลือกชุดได้แล้วจากกิโมโนและยูกาตะที่มีมากมาย เค้าก็จะมีอาสาสมัครช่วยใส่กิโมโนให้เราแบบหัวจรดเท้า แม้กระทั่งผมก็ช่วยทำให้นะเออ (แถมกิ๊บดอกไม้ฟรุ้งฟริ้งให้เข้ากับชุดให้ด้วย) คือสิ่งที่ทำให้มีมี่อึ้งมากคือเค้าอุปกรณ์พร้อมจริงๆ กระเป๋าผ้าแบบญี่ปุ่นเค้าก็มีให้ยืมค่ะ เราจะได้มีกระเป๋ารองเท้า เข้ากับชุดทุกอย่าง ให้เราถือไปแต่ของที่สำคัญ แล้วฝากกระเป๋าไว้ ค่อยกลับมาเอาตอนเปลี่ยนชุดคืน คือแบบดีงามมากกกก อยากได้อะไรก็บอกเค้าได้ตามสะดวก แม้อาสาสมัครจะเป็นคุณป้าแม่บ้านแต่ใจดีมากและทุกคนพูดอังกฤษได้ค่ะ! มีมี่ให้ดูรูปมีมี่เป็นตัวอย่างนะคะ (ดูชุดนะคะ อย่าดูหนังหน้าเดี๋ยวจะผวานอนไม่หลับเอา)

image045

คือแบบว่าเค้ามีร่มให้ยืมถ่ายเป็นพร็อพด้วยอะ แถมสีเข้ากับชุดอีก โอยย ดีงามมาก ฉากเฉิกก็ญี่ปุ่นย้อนยุค หาโอกาสใส่กิโมโนสวยๆ ดีๆ แบบนี้ไม่ได้ง่ายๆ เลยค่ะ แถมยังใครอยากไปลองใส่ชุดกิโมโนเดินเล่นดู ก็บอกไกด์ได้เลยนะคะ เดี๋ยวเค้าจะพาไปค่า ที่เช่าชุดเปิดให้บริการวัน พุธ - ศุกร์ ช่วงเวลา 10.00 - 15.00 นะคะ แต่คุณป้าที่ร้านเช่าชุดแอบบอกมาว่าขอให้มาเช้าๆ หน่อยเพราะ ซัก 14.30 น. ก็เริ่มเก็บของแล้วค่า

image047

หลังจากได้กิโมโนมาใส่แล้ว คุณตาไกด์ก็แนะนำให้มีมี่ลองไปร่วมพิธีชงชาสไตล์ญี่ปุ่นดู จะได้ญี่ปุ่นให้มันเต็มที่ไปเลย ซึ่งพิธีชงชานั้นมีแค่วันพฤหัสเท่านั้น ในช่วงเวลา 10.30 - 11.30 ซึ่งมีมี่โชคดีมาก เพราะไปวันพฤหัสพอดีค่ะNC4

พิธีชงชานั้นก็จะมีคนคอยบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ บอกเราว่าเค้ากำลังทำอะไรบ้าง ทำเพราะอะไรและสอนมารยาทที่เราควรทำอย่างละเอียดเช่น ควรดื่มชาแบบมีเสียงเพื่อให้คนชงชารับรู้ หรือให้ใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งเช็ดรอยขอบปากหลังดื่มเสร็จ อะไรแบบนี้ค่ะ ซึ่งทั้งหมดนี้ ฟรี เป็นพิธีชงชาอภินันทนาการจาก Narita Tourist Pavilion ของเมืองนาริตะที่อยากจะให้เราได้สัมผัสกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั่นเองค่ะ เรียกว่าน่ารักมากๆ เลย

image053

นอกจากพิธีชงชาแล้ว ที่ตึก Narita Tourist Pavilion ก็ยังมีนิทรรศการเล็กๆ แสดงประวัติของเมืองและมีเกี้ยวสไตล์ญี่ปุ่น ที่ใช้ในงานฉลองต่างๆ ของเมือง จัดแสดงไว้ด้วยค่ะ แถมตรงประชาสัมพันธ์ก็มีโบชัวร์นำเที่ยวทุกภาษาวางโชว์ไว้เยอะมากๆ และแน่นอนว่ามีภาษาไทยด้วยค่ะNC5

หลังจากเดินก้าวสั้นๆ ตัวเกร็งๆ อยู่นาน มีมี่ก็เอาชุดกิโมโนไปคืนหลังจากหมดพิธีชงชาค่ะ เหนื่อยจากชุดกิโมโนมาก็ถึงเวลากินแล้วค่า มีมี่ไม่รอช้าขอคำแนะนำจากไกด์ทันทีว่าที่ไหนปลาไหลเด็ดที่สุด!

image059 image061

คุณไกด์พามีมี่มาที่ร้าน Kikuya หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Chrysanthemum House (บ้านเก๊กฮวย) ตอนแรกมีมี่แปลกใจมากว่าทำไมเลือกร้านนี้ เพราะร้านข้างๆ นี่แบบคนเยอะจนคิวทะลุออกมาแล้ว ร้านนี้ยังเงียบๆ ไม่มีคนอยู่เลย แต่พอได้เข้ามาในร้านมีมี่ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความขลังและเก่าแก่ สอบถามได้ความจากไกด์ว่าร้านนี้เปิดมา 300 ปีแล้วค่า! ใช่แล้วอ่านไม่ผิด มีมี่ไม่ได้พิมเลขศูนย์เกินมานะ 300 ปีจริงๆ ตอนนี้เจ้าของร้านเป็นรุ่นที่ 12 แล้วนะคะ เรียกว่าถ้าใครมาเนี่ยพลาดไม่ได้เพราะร้านมันระดับตำนานจริงๆNC6

image069ที่ร้านมีขวดซอสวางไว้ให้เติมได้ตามชอบค่ะ แต่มีมี่ว่าแค่ซอสที่เค้าให้มาก็พอเพียงแล้วนะ กำลังอร่อยเลยค่ะ ส่วนใครกินแล้วรู้สึกเลี่ยน ให้ลองโรยเครื่องเทศญี่ปุ่นป่นที่เค้าตั้งไว้ที่โต๊ะให้ลงไป เรียกว่า Sansho ค่ะ Sansho เนี่ยเป็นเครื่องเทศที่ใช้ทานคู่กับเมนูปลาไหลมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ไม่ใช่พริกญี่ปุ่นสีแดงที่เราเห็นกันประจำ (Shichi-mi tōgarashi) นะคะ Sansho จะไม่เผ็ดแต่เน้นที่ความหอม ใส่ลงไปแล้วจะได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศและความเผ็ดติดที่ปลายลิ้นนิดนึง กลมกล่อมกำลังดีมากๆ เลยค่ะ

หลังจากอิ่มท้องแล้ว ก็ได้เวลาไปวัดกันซักทีค่ะ คุณไกด์มามีมี่เดินมาจนถึงวัด ซึ่งอยู่ห่างจากร้านข้าวหน้าปลาไหลไม่ไกลเลยค่ะ

image001

วัดนาริตะซังชินโชจินั้นเป็นวัดของศาสนาพุทธลัทธิชินกอน มีประวัติยาวนานกว่า 1080 ปีแล้วค่ะ ที่เห็นอยู่ในรูปนี้คือประตูหน้าของวัด ที่เค้าเพิ่งรีโนเวทและสร้างใหม่ในปี 2007 ถือว่าใหม่พอตัวเลยทีเดียว แต่อาคารอื่นๆ ที่เห็นด้านในนั้นก็ค่อนข้างเก่าแล้วค่ะ

NC7เดินเข้ามาอีกนิดนึงก็จะมีประตูอยู่อีกค่ะ ซึ่งที่ประตูก็จะมีโคมแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของวัดญี่ปุ่นอยู่ โคมนี้มีน้ำหนักถึง 800 กิโลกรัม ซึ่งโคมของวัดนาริตะซังที่เห็นอยู่นี้ได้มาจากตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Fish Market) เป็นของขวัญค่ะ 

image078

ผ่านประตูมาแล้วก็จะมีบันไดอีกค่ะ!! ทรหดมากกว่าจะถึงตัววัด ซึ่งตรงนี้ก็จะมีบ่อน้ำพุ กับหินเต่า อย่างที่เห็นในภาพเลยค่ะ เป็นหินรูปเต่าที่มีเต่าอาศัยอยู่เต็มไปหมด น่ารักมากๆ ซึ่งสาเหตุที่เป็นรูปเต่านั้นก็เพราะว่าเต่าเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ชาวญี่ปุ่นถือเป็นสัญลักษณ์ของความอายุยืน คู่กับนกกระเรียนนั่นเองค่ะ

NC13

เมื่อไต่บันไดขึ้นมาถึงตัววัดแล้ว ก็จะเจอวิวแบบนี้ค่ะ ตัววัดใหญ่โตมากทีเดียว ที่เห็นอยู่ตรงกลางนั้นคืออาคารหลักของวัดหรือเรียกว่า daihondou ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปปั้นเทพเจ้าฟูโดเมียว เป็นสถานที่สำหรับทำพิธีกรรมและสวดมนต์ต่างๆ ตอนที่มีมี่ไปก็กำลังมีพระสงฆ์เทศน์อยู่ด้วยค่ะ ตัวตึกนี้เพิ่งรีโนเวทใหม่เมื่อปี 1986 ค่ะ

อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวัดนาริตะซังก็คือเจดีย์ด้านขวามือ เรียกว่า Sanjunotou ค่ะ เจดีย์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี1712 สูง 25 เมตร เนื่องจากสร้างขึ้นในยุคสมัยเอโดะจึงถูกตบแต่งด้วยประติมากรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัย สวยมากๆ เลยค่ะ

NC8

NC9

หลังจากสักการะเทพเจ้าฟูโดเมียวของวัดแล้ว คุณไกด์ก็พามีมี่ไปดูสวนหลังวัดที่ใหญ่มากกกกก ใหญ่จนเดินไม่หมด เพราะมีพื้นที่ถึง 165,000 ตารางเมตรค่ะ ซึ่งสวนนี้ก็ไม่ธรรมดานะจ้ะ มีน้ำตก ต้นไม้แบบธรรมชาติมากๆ นี่ไม่บอกว่าเป็นสวนนึกว่าหลงป่า แถมข้างในยังมีสวนสไตล์อังกฤษซ่อนอยู่ด้วย เป็นการผสมผสานที่น่าสนใจมาก เรียกว่ามาที่เดียวได้ดูทุกอย่าง ไม่ต้องไปที่ไหนแล้วค่ะ

NC10

สำหรับอาคารสไตล์ญี่ปุ่นสวยงาม ที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าสวนสไตล์อังกฤษนี้ เค้าเรียกว่า Heiwa no Daitou หรือหอคอยแห่งสันติภาพ สร้างขึ้นในปี 1984 ค่ะ

image102

ก่อนจะถึงสวนมีศาลเจ้าเล็กๆ อยู่ด้วย คุณไกด์บอกว่าเป็นศาลเจ้าของเทพเจ้าแห่งความรัก ใครอยากให้ความรักราบรื่นให้มาสักการะที่นี่ค่ะ แหม่ มีมี่นี่อยากจะกราบซักสิบรอบ เผื่อชีวิตอันแห้งแล้งมันจะดีขึ้นมาบ้าง

image104

ด้วยความที่เป็นทัวร์แบบสั้นๆ สำหรับคนเวลาน้อย มีมี่เลยไม่สามารถจะเดินจนครบได้ แต่สำหรับใครที่มีเวลา และอยากเรียนรู้เกี่ยวกับนาริตะมากกว่านี้ (แค่นี้ก็เยอะแล้วนะเนี้ย!) ที่นี่วัดเค้าก็มีไกด์พิเศษให้บริการฟรี (อีกแล้ว! ของฟรีและดีมีจริงนะคะ) ซึ่งไกด์จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติของวัดโดยตรง จะอธิบายได้ละเอียดมากแน่นอนค่ะ (ไกด์พูดภาษาอังกฤษนะคะ) ใครสนใจสามารถเดินไปติดต่อได้ที่ตึกฝั่งตรงข้ามประตูหลักของวัดตามรูปด้านบน หรือจะติดต่อจากในเว็บก็มีบริการ อ่านรายละเอียดได้ที่ลิ้งค์นี้เลยค่ะ (https://www.nrtk.jp/lang/en/tours/guided_tour.html)

ก่อนจะปิดบทความ มีมี่ขอฝากไว้อีกหนึ่งอย่างก็คือ ที่เมืองนาริตะนี้ เค้ามีให้บริการ Free Wifi ทั่วทั้งเมืองเลยนะคะ ตลอดระยะทางจากสถานีมาถึงวัดนี่คือมีป้ายบอกตลอดเลย เรียกว่าเค้าคิดมาอย่างดี และเห็นใจนักท่องเที่ยวแบบเรามากๆ ยิ่งคนที่แวะมาแค่แป๊บเดียวเนี่ย ไม่มีเนตใช้แน่นอน หรือใครมาแบบไม่ได้ตั้งใจจะแวะญี่ปุ่นตั้งแต่ต้น ไม่ได้แลกเงินมา เค้าก็มีจุดแลกเงินอยู่ไม่ไกลจากประตูวัดเลยค่ะ บริการครบครันจริงๆ ค่ะ

สำหรับเมืองนาริตะนั้น แม้มีมี่จะได้ใช้เวลาอยู่แค่ประมาณ 3 ชั่วโมง แต่มีมี่ได้เรียนรู้และสัมผัสอะไรเยอะมาก เนื่องจากเป็นเมืองเล็กๆ ทุกคนใจดีและยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยว เป็นเมืองที่อบอุ่นมากๆ เลยค่ะ อยากให้ทุกคนได้มาลองสัมผัสกัน ใครมีเวลาอยู่ที่สนามบินแบบเหลือๆ เกินๆ แล้วไม่มีอะไรทำ สามารถไปติดต่อที่เคาเตอร์ Narita Transit Program ได้เลยนะคะ

picture_pc_62688601a37f8b5b599760e88f7b6336

IMG_0244ใครสนใจสามารถไปติดต่อที่เคาท์เตอร์ Narita Transit Program ได้เลยนะคะ เวลาไปติดต่ออย่าลืมบอกเค้าว่าได้ข้อมูลมาจากเจแปนลิสต์นะคะ เค้ามีของที่ระลึกให้เป็นปากกาหมึกแบบลบได้ พิมพ์ชื่อโปรแกรม Narita Transit Program อยากซื้อก็หาซื้อไม่ได้นะเออ!

picture_pc_62688601a37f8b5b599760e88f7b6336


Ramen Bayashi - 35.778649, 140.315965

Narita Edokko Sushi - 35.779594, 140.316485

Chomeisen (โรงเหล้าสาเก) 35.780211, 140.316800

Kintoki no Amatarou - 35.779732, 140.316448

Machikado Fureaikan (ที่เช่ากิโมโน) - 35.781986, 140.316375

Narita Tourist Pavilion (พิธีชงชา) - 35.783585, 140.316495

Kikuya (ร้านข้าวหน้าปลาไหล) - 35.783410, 140.316816


นอกจากนี้ Narita Transit Program ยังมีอีกหลายเส้นทางให้เลือกเที่ยว ดูได้จาก http://www.narita-transit-program.jp/  โดยมีมี่เลือกคอร์สอื่นๆที่น่าสนใจมาให้ดูในนี้ 3 คอร์ส  3 เมืองค่ะ

คอร์สเที่ยวเมือง Shibayama Town

ŽÅŽRƒrƒ…ƒbƒtƒF‚Q  ŽÅŽR’¬ŽlŠ_ŽÐ

เส้นทางนี้เด่นที่การได้สัมผัสประสบการณ์อาหารแบบญี่ปุ่นแท้ๆในสไตล์โฮมเมดค่ะ โดยเส้นทางนี้จะพาไปที่ ร้าน Fu-Wa-Ri ที่มีอาหารกว่า 30 เมนูญี่ปุ่นแท้ๆให้ได้ลิ้มรสกันจนพุงกาง โดยพืชผักที่นำมาประกอบอาหารเป็นผลิตผลของเมืองตามฤดูกาล และในฤดูกาลเก็บสตอเบอรี่ ก็สามารถใช้เวลาส่วนหนึ่งไปทัวร์เก็บสตอเบอรี่ได้เหมือนกันนะคะ แถมยังสามารถไปขอพรที่ศาลเจ้า Shiso อีกด้วย


line22คอร์สเที่ยวเมือง Sakae Town

ÉRÉXÉvÉå2015 (64) ÉRÉXÉvÉå2015 (35)

เส้นทางนี้จะพาคุณเที่ยวเมืองจำลองสมัยเอโดะที่ให้เราอินสุดๆไปพร้อมๆกันด้วยการจับนักท่องเที่ยวไปในชุดคอสเพลย์ไม่ว่าจะเป็น นินจา ซามูไร และชุดที่สาวเอโดะสมัยนั้นใส่กัน โดยใครที่มาเที่ยวชม หากหยิบใบปลิวมาจากเคาน์เตอร์ที่สนามบินนาริตะ ก็จะไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเช่าชุด แต่เสียเพียงแค่ค่าผ่านประตู 300 เยนเท่านั้น เรียกได้ว่า คอร์สนี้คอร์สเดียว ได้อัพรูปกันสนุกสมกับมาญี่ปุ่นแน่นอนค่ะ


line22คอร์สเที่ยวเมือง Kozaki Town

_è“¹‚̉w‚È‚ñ‚¶‚á‚à‚ñ -_-è-¬-_-è-_-Ð

เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรณ์ธรรมชาติ บ้านแบบโบราณที่มีเอกลักษณ์ยังคงมีอยู่ในเมืองแห่งนี้ อีกทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องของเหล้าสาเกและโชยุ ที่ผลิตในท้องถิ่นนี้มาตั้งแต่สมัยเอโดะ ถ้ามีเวลาสั้นๆระหว่างการรอเปลี่ยนเครื่องและมองหาของฝากแบบญี่ปุ่นแท้ๆล่ะก็ คอร์สนี้มีมี่แนะนำเลยค่ะ

Screen Shot 2016-06-23 at 1.50.07 PM

ภาค 2 :   คอร์สกระทัดรัดเที่ยวจบใน 3 ชั่วโมง : ทาโคะ เมืองแห่งดอกไฮเดรนเยีย

เรื่องและภาพ : มีมี่ เจแปนลิสต์

admin-natsu (1)