Kyoto Koyo เที่ยวฤดูใบไม้เปลี่ยนสีใน Kyoto ตอนที่4 (ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ)

7,249

แหล่งชมใบไม้เปลี่ยนสีทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือใน Kyoto นั้นมีสถานที่เด่นๆอยู่ 2-3ที่ล้วนเป็นที่สถานที่สำคัญที่อาจจะคุ้นหูคุ้นตากันบ้าง ที่แรกที่เราจะพาไปคือ วัด Ryoanji หากเริ่มเดินทางจากสถานีรถไฟ Kyoto ให้นั่ง City  Bus สาย 59 ใช้เวลาราว 30 นาทีถึงป้าย Ryoanji Mae แล้วลงเดินอีกนิดหน่อยก็จะเข้าถึงอาณาบริเวณของวัด หรือถ้ามี JR Pass จะเลือกขึ้นรถ Jr Bus จากสถานี Kyoto ก็ได้เหมือนกัน

01img_3957

ระหว่างเดินเข้าไปในอาณาเขตของวัด เราจะสัมผัสได้ถึงความร่มรื่นจากร่มเงาและสีสันของต้น maple และพันธุ์พืชอื่นๆที่ปลูกรายเรียงอยู่ข้างทางหินกรวดที่นำทางเราเข้าสู่ศาลาของวัด และที่สำคัญที่นี่จะมีทะเลสาบเล็กๆที่ประดับไปด้วยสะพานหินและพระพุทธรูปหินที่จัดอยู่ในสวนญี่ปุ่นที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม

02img_3961

เมื่อย่างเข้าสู่กุฏิของเจ้าอาวาสวัดในอดีต ด้านในของกุฏิแห่งนี้ได้ซ่อนภูมิสถาปัตยกรรมสวนหินแบบลัทธิ Zen ที่สวยงามและกล่าวขานเลื่องลือกันไปทั่วโลก นอกจากนี้ที่นี่ยังใช้เป็นจุดชมธรรมชาติและปริศนาธรรมที่ซ่อนอยู่ในสวนหินในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีอีกด้วย

03img_3868

ไม่ไกลนักจากวัด Ryoanji เราจะไปยังวัดขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญเป็นเหมือนสัญลักษณ์ตัวแทนของ Kyoto น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักวัดนี้ Kinkakuji หรือวัด พลับพลาทอง สำหรับการเดินทางให้ขึ้นรถ City Bus สาย 12 จากหน้าวัด Ryoanji มาลงป้าย Kinkakuji - mae วัด Kinakakuji นั้นรายล้อมไปด้วยสวนและทะเลสาบสวยงามมีความโดดเด่นโดยตัวสถาปัตยกรรมสีทองสามชั้น สองชั้นบนนั้นหุ้มเอาไว้ด้วยทองคำ ในแต่ละชั้นมีรูปแบบในทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันคือ shinden, samurai และ zen

ชั้นแรกมีรูปแแบบทางสถาปัตยกรรมแบบ Shinden-zukuri ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 11 ชั้นสอง มีชื่อเรียกว่า The Tower of Sound Waves สร้างขึ้นในรูปแแบบของขุนศึกนักรบ หรือ buke-zukuri และชั้นที่สามสร้างในรูปแบบของศาสนาพุทธนิกาย Zen และหลังคาประดับด้วยประติมากรรมสำริดรูปนกวายุภักษ์  Kinkaku-ji สร้างขึ้นโดย โชกุน Ashikaga Yoshimitsu ในช่วงที่เมืองหลวงเก่าอย่าง Kamakura ล่มสลาย และ เมืองหลวงใหม่อย่าง Heian-kyo (หรือ Kyoto ในปัจจุบัน) ถือกำเนิดขึ้น Kinkaku-ji นั้น มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Rokuon-ji มีจุดประสงค์เพื่อเป็นที่พักสำหรับโชกุน เริ่มสร้างราวปี ค.. 1397 และหลังจากที่ Yoshimitsu เสียชีวิต ก็ได้อุทิศพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดให้เป็นวัดนิกาย Zen

04img_3928

อายุอานามห้า-หกร้อยปีขนาดนี้ทำไม Kinkaku-ji ถึงได้ดูใหม่เหมือนเพิ่งสร้างกันมาวันสองวัน อันที่จริง พลับพลาทองหลังนี้ก็ทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ในปี 1950 มีการจัดถวายพระเพลิงครั้งใหญ่ให้แก่พลับพลาทอง โดยพระลูกวัดนามว่า ฮายาชิ โยเค็น (Hayashi Yoken) ท่านโยเค็นเล่นซะราบเลย..... ต้องสร้างกันใหม่ ราวปี 1955 Kinkaku-ji จึงได้ถือกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง การสร้างพลับพลาทองหลังใหม่นั้นมีการเคลมกันว่าปั๊มแบบมาจากพลับพลาหลังแรกอย่างไม่มีผิดเพี้ยน (หลังที่ถูกเผามอดไหม้ไปน่าจะเป็น generation ที่สอง ซึ่งสร้างหลังจากถูกเผาครั้งแรกในสงคราม Onin) และหลังจากที่สร้างเสร็จก็มีการซ่อมบำรุงกันอยู่เรื่อยมา ทั้งแปะทองซ่อม เพิ่มความหนาของทองหรือกระทั่งลงแล็กเกอร์ใหม่

05img_1284

ดื่มด่ำไปกับความสวยงามของสถาปัตยกรรมของวัดพลับพลาทองกันไปแล้วเรามีความภาคภูมิใจจะเสนอสถานที่แห่งสุดท้ายที่เรียกว่าเล็กพริกขี้หนูเลยทีเดียว ที่นี่เป็นวัดเล็กๆ แต่ดูยิ่งใหญ่สวยงามตามธรรมชาติ การเดินทาง ให้นั่งรถสาย 12 สายเดิมที่เรานั่งมาลงที Kinkakkuji มาลงตรงหน้าวัด Daitoku-ji แล้วลงเดิน ภายใน วัด Daitoku-ji นั้นประกอบไปด้วยวัดเล็กวัดน้อยมากมาย แต่หนึ่งในวัดเล็กๆที่มีความโดดเด่นที่สุดในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีและไม่ควรพลาดเลยคือวัด Koto-in

06img_1310

วัด Koto-in มีจุดเด่นที่สวนสไตล์ Zen ตั้งแต่ทางเข้าวัดที่ปูด้วยหินล้อมรอบด้วยต้นเมเปิ้ลและต้นไผ่ เมื่อเดินมายังอาคารด้านในยังเป็นสวนญี่ปุ่นอีกหนึ่งสวนที่ดูสงบแต่แฝงไว้ด้วยความสวยงามเป็นอย่างมากเมื่อย่างเข้าฤดูใบไม้เปลี่ยนสี วัดเล็กๆแห่งนี้ถึงจะดูหลบซ่อนอยู่ภายในอาณาบิเวณของวัดใหญ่แต่ด้วยความสวยงามของภูมิสถาปัตย์ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและต่างชาติต่างนิยมเดินทางมาเพื่อชมความงดงามของใบไม้เปลี่ยนในทุกปี และทางวัดยังมีบริการชงชาให้นักท่องเที่ยวที่อยากจิบชาพร้อมชมความงดงามของสวนในวัดอีกด้วย

07img_1390

เอาละครับ เราก็มาถึงบทสุดท้ายของการพาทัวร์สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีใน Kyoto กันแล้ว สำหรับคราวหน้าเราจะพาท่านไปที่ไหนในญี่ปุ่น โปรดติดตามครับ

from-the-outside-in