หายงงกับการใช้ล็อคเกอร์ในประเทศญี่ปุ่น ง่ายแค่นี้เองหรือนี่!!

66,037

ของเยอะพะรุงพะรังจะไม่เป็นปัญหาในการท่องเที่ยวอีกต่อไป ฝากไว้ในล็อคเกอร์สิคะเบ๊เบ่!

เวลามาเที่ยวที่ญี่ปุ่น เพื่อนๆ เคยสังเกตที่สถานีรถไฟหรือไม่คะว่ามันมักจะมีตู้ล็อคเกอร์ให้บริการอยู่ทั่วไป ทั้งที่สถานีรถไฟ JR ที่สถานีรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro หรือตามที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในห้างก็มี เรียกว่ามีแทบจะทุกที่เลยก็ว่าได้ค่ะ

เมื่อก่อน ตู้ล็อคเกอร์ก็มีแค่แบบหยอดเหรียญ แต่เดี๋ยวนี้อัพเลเวลแล้วนะคะ เราสามารถใช้ IC Card มาจ่ายค่าบริการการใช้ล็อคเกอร์ได้ค่ะ

japanese-train-card

สำหรับเพื่อนบางคนที่ยังไม่ทราบว่าบัตรเติมเงิน IC Card คืออะไร แอดมินขออธิบายประกอบไว้นิดนึงนะคะ ถ้าใครรู้จักบัตรชนิดนี้แล้ว ผ่านส่วนนี้ไปได้เลยค่ะ
"IC Card" ของประเทศญี่ปุ่นก็คือบัตรเติมเงินเพื่อนำไปจ่ายค่าโดยการรถสาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ ทั้งรถไฟบนดินอย่าง JR หรือรถไฟใต้ดินอย่าง Tokyo Metro นอกจากนี้ก็ยังใช้จ่ายค่ารถบัส ค่าเรือ รวมไปถึงใช้ซื้อสินค้าตามร้านสะดวกซื้อได้อีกด้วย บางทีเราก็อาจจะเจอร้านอื่นๆ ที่รับบัตรเหล่านี้เหมือนกันนะคะ สังเกตได้ง่ายๆ ถ้าร้านไหนร่วมรายการเขาก็จะมีป้ายติดไว้ค่ะ
เพื่อนๆ สามารถซื้อ IC Card ได้ที่ตู้ขายตั๋วตามสถานีทั่วไปได้เลยค่ะ กดเปลี่ยนภาษาที่เมนูให้เป็นภาษาอังกฤษนะคะ ซึ่งราคาเริ่มต้นของแต่ละบัตรจะไม่เท่ากันค่ะ อีกหนึ่งข้อมูลน่ารู้ก็คือบัตรพวกนี้มีอายุการใช้งานนานถึง 10 ปีเลยค่ะ
ถ้าถามว่า แล้วทำไมเราต้องซื้อบัตร IC Card ด้วยล่ะ? เหตุผลแรกก็คือมันสะดวกค่ะ เราไม่ต้องนับเหรียญ นับแบงค์ กดตู้ซื้อตั๋วทุกครั้งที่ใช้รถไฟ บางทีคนเยอะอีกนะ ต้องไปต่อแถวรอ  แถมถ้าจ่ายแบงค์ใหญ่ ยังได้เงินทอนมาเป็นเหรียญกองมหึมา ปวดใจมากๆ เพราะว่ามันหนักกระเป๋าค่ะ
IC Card ที่มีในปัจจุบัน ได้แก่ Suica (JR East) , Pasmo (Tokyo), Icoca (JR West), Pitapa (Kansai),  Toica (JR Central),  Manaca (Nagoya),  Kitaca (JR Hokkaido),  Sugoca (JR Kyushu), Nimoca (Fukuoka), Hayakaken (Fukuoka City)

ทีนี้มาคุยกันเรื่องขนาดบ้างนะคะ ตู้ล็อคเกอร์ก็มีให้เราเลือกหลายขนาดมากๆ มาดูกันค่ะว่ามีไซส์ไหนบ้าง ตู้ที่สถานี JR มีขนาดดังนี้นะคะ

locker08

แต่ว่าขนาดและราคาที่อยู่ในตารางนี้เป็นเพียงราคากลางเท่านั้น แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วนั้นแต่ละสถานี ขนาดของตู้ล็อคเกอร์และราคาอาจจะแตกต่างกันไปเล็กน้อยค่ะ

ส่วนที่สายรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro มีเว็บไซต์ที่สามารถเช็คได้ว่าที่สถานีนั้นๆ มีตู้ล็อคเกอร์ขนาดไหน จำนวนกี่ตู้ อยู่ตรงไหน เช็คได้จากเว็บไซต์นี้นะคะ (เป็นภาษาญี่ปุ่น ใช้กูเกิ้ลโครมแปลภาษาได้นะคะ)

การใช้งานตู้ล็อคเกอร์ ตอนนี้สามารถใช้งานได้ทั้งการหยอดเหรียญและใช้ IC Card ค่ะ งั้นเรามาดูกันทีละอย่างเลยนะคะ

ตู้แบบเก่า ที่เป็นกุญแจและให้หยอดเหรียญ

อันดับแรก เราต้องมีเหรียญก่อน ถูกมั้ยจ้ะเบ๊เบ่ ดังนั้นถ้าไม่มีเหรียญก็ไปหาแลกค่ะ แถวๆ ตู้ล็อคเกอร์ลองมองหาตู้แลกเหรียญดูนะคะ จะเป็นตู้ลักษณะแบบในรูปด้านล่างนี้นะคะ พอเราใส่แบงค์เข้าไป ก็จะได้เหรียญออกมา แต่ถ้าหากว่าหาตู้แลกเหรียญไม่ได้จริงๆ แนะนำให้เข้าร้านสะดวกซื้อจ้ะ หรือไม่ก็ตู้กดน้ำ ฮ่าๆ เป็นการแก้ปัญหาที่ง่ายสุดแล้ว

locker01

พอได้เหรียญมาแล้ว เราก็เลือกขนาดของตู้ล็อคเกอร์ที่เราต้องการ แล้วถ้าตู้ไหนว่างอยู่ เราก็สังเกตได้ง่ายๆ คือมันจะมีกุญแจห้อยอยู่หน้าตู้ วิธีการฝากของง่ายๆ 3 ขั้นตอนคือ

1. เปิดประตูตู้ล็อคเกอร์ออกมาแล้วก็ใส่ของเข้าไป

2. หยอดเหรียญ

3. แล้วก็ดึงกุญแจออกมาเก็บไว้ให้ดี เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ

เราสามารถฝากของได้ถึงเวลาที่สถานีรถไฟเปิดทำการ ซึ่งทั่วๆ ไปก็ประมาณเที่ยงคืน แต่บางทีก็เวลาแตกต่างกันออกไปนิดๆ หน่อยๆ นะคะ เช่นบางสถานีเที่ยงคืน บางสถานีเที่ยงคืนครึ่งอะไรแบบนี้เป็นต้น ทางที่ดีก็คือมาเอาให้ทัน จะได้ไม่มีปัญหาการมาเอาของในล็อคเกอร์ ก็ง่ายนิดเดียว เอากุญแจมาไข เอาของออกไป แค่นั้นก็เสร็จค่ะ แต่ว่าในกรณีที่ไม่ได้มาเอาของในวันนั้นๆ ก็ต้องหยอดเหรียญเพิ่มเพราะว่าเราใช้บริการเกินเวลา จากนั้นก็ค่อยไขกุญแจออก ฝากได้สูงสุดไม่เกิน 3 วันนะคะ ถ้าเกิน 3 วันต้องไปแจ้งเจ้าหน้าที่ๆ สถานีนะคะ เนื่องจากเขาจะเอาของๆ เราออกมาจากตู้ล็อคเกอร์ แล้วเอาไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บของค่ะ

locker07

คำถามที่ชอบมีคนมาถามแอดมินก็คือล็อคเกอร์ใหญ่พอที่จะใส่กระเป๋าเดินทางได้หรือไม่ คำตอบคือใส่ได้ค่ะ ดูตามรูปนะคะ กระเป๋าเดินทางของแอดมินขนาด 29 นิ้ว ยังใส่ได้สบายๆ เลยค่ะ ซึ่งตู้ล็อคเกอร์ไซส์นี้ ค่าใช้บริการครั้งละ 700 เยน

ถ้าจะคิดว่ามันแพง ก็อาจจะแพงจริงๆ นะคะ เพราะว่าถ้าเทียบเป็นเงินไทยที่อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทก็ตกอยู่ที่ 245 บาท แต่ลองคิดดูนะคะ ชีวิตดีเลยนะ พอฝากแล้วอ่ะ เราไม่ต้องลากกระเป๋าล้อลากใบมหึมาไปไหนต่อไหนด้วย สำหรับแอดมิน แอดคิดแล้ว 32 ตลบคุ้มค่ะ ไม่งั้นค่ำนี้กลับจากเที่ยว ข้อเข่าเสื่อมและหัวไหล่คงปวดน่าดู

ตู้แบบใหม่และการใช้ IC Card

locker_12

locker_14

ตู้แบบใหม่ก็จะมีหน้าตาแบบนี้นะคะ คือไม่มีกุญแจแล้วตรงกลางของตู้ก็จะมีหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่locker_09

เห็นหน้าตาไฮเทคแบบนี้แต่ไม่ต้องงงนะคะ มันง่ายมากๆ มาเริ่มกันเลยค่ะ

ขั้นตอนที่ 1 หาตู้ขนาดที่ต้องการแล้วใส่ของเข้าไป

locker_08

 ขั้นตอนที่ 2 กดล็อคตู้ที่ปุ่มด้านข้างประตู โดยการดันลง

locker_13

ขั้นตอนที่ 3 ไปที่บริเวณตรงกลางตู้ ดูจอคอมพิวเตอร์ เปลี่ยนภาษาให้เป็นภาษาอังกฤษ

locker_06

เห็นมั้ยคะเพื่อนๆ ว่าหมายเลขตู้ที่เราเพิ่งล็อคไปเมื่อกี้ มันก็จะขึ้นที่หน้าจอ สังเกตที่ปุ่มด้านขวาล่าง

ขั้นตอนที่ 4 กดคำว่า "Yes" ที่มุมขวาล่างค่ะ

locker_06

ทีนี้ก็จะขึ้นหน้าจอต่อไปว่าเราจะต้องเสียเงินเท่าไหร่

ขั้นตอนที่ 5 เลือกว่าจะจ่ายเงินอย่างไร ชำระด้วยบัตร IC Card หรือว่าเงินสด จากนั้นถ้าเราเลือกบัตร ก็เอาบัตรมาทาบ แต่ถ้าเลือกจ่ายด้วยเงิน ก็ใส่เงินเข้าไปในตู้ตามจำนวนนะคะ

locker_15

คราวนี้แอดจ่ายด้วยเงินสด เพราะว่าอยากจะทำลายเหรียญในกระเป๋าสตางค์ซึ่งมีเยอะมากๆ

locker_04

locker_10

เสร็จแล้วค่ะ ขึ้นข้อความขอบคุณแล้วตู้ก็จะพิมพ์ใบเสร็จออกมาให้เรา มีเบอร์ตู้ล็อคเกอร์ชัดเจน เก็บไว้ให้ดีๆ นะคะ ห้ามหายนะคะ ถ้าหายนะ เป็นเรื่องเลย เพราะว่าเราจะไม่รู้เลยว่าตู้เราเบอร์อะไร แนะนำว่าถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยก็จะดีนะคะ เผื่อฉุกเฉิน

locker_03

ทีนี้ก็มาเรื่องต่อไปคือ ถ้าเที่ยวเสร็จแล้ว ต้องการจะเอากระเป๋าออกมาทำยังไง ตามมาค่ะ แอดอธิบายให้ฟังนะคะ

locker_07

เราก็แค่ไปที่หน้าจอ กดเปลี่ยนภาษาให้เป็นภาษาอังกฤษแล้วก็ดูภาพเลยค่ะ จะเอากระเป๋าเข้าหรือกระเป๋าออกคะ? ปิ๊งป่อง เอากระเป๋าออก กดด้านขวาเลยค่ะเบ๊เบ่ จากนั้นมันก็จะขึ้นหน้าจอให้ใส่หมายเลขตู้ล็อคเกอร์และหมายเลข Pin ที่เขียนอยู่ในกระดาษใบเสร็จ เราก็กรอกหมายเลขลงไป เพียงเท่านั้น ประตูล็อคเกอร์ที่เราฝากไว้ก็จะเปิดออกค่ะ เอาของออกมาได้เลย กลับโรงแรมไปพักผ่อนกันได้ เย้ เย

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับใครหลายๆ คนนะคะ เห็นมั้ยคะ ไม่ยากเลย ยิ่งเราทำความเข้าใจไว้ก่อน พอไปถึงหน้างาน ทำได้ทันทีไม่ต้องเก้ๆ กังๆ นะคะ ขอให้ทุกคนเที่ยวญี่ปุ่นอย่างสนุกสนานนะคะ

แอดมินดาว ^^

 admin-dao