มาริโมะสีแดง!? ตามมาพบกับทุ่งดอกไม้ขนาดยักษ์ที่หาดูได้แค่ช่วงตุลาเท่านั้น!

17,517

มาเที่ยวญี่ปุ่นช่วงตุลา อากาศดีแต่ยังไม่มีใบไม้แดงให้ดู? แล้วมันมีธรรมชาติอะไรให้ดูอีกนะ วันนี้มีมี่ขอแนะนำสถานที่ยอดฮิตสำหรับทริปไปกลับในวันเดียวของชาวโตเกียว Hitachi Seaside Park ค่ะ

-DSCF5372-21650822834

Hitachi Seaside Park (国営ひたち海浜公園) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในเมืองHitachinaka จังหวัดอิบารากิ ใหญ่ขนาดไหนเหรอคะ ก็เกือบๆ 2 ตารางกิโลเมตร เท่ากับ2เท่าของโตเกียวโดมเลยค่ะ เดินจนขาเปลี้ยไปเลย ที่ใหญ่ขนาดนี้ก็เพราะในสวนแบ่งเป็นหลายโซนมากๆ

มีสวนดอกไม้เล็กๆด้านในมากมาย ที่ดอกไม้จะเปลี่ยนไปตามฤดู สามารถดูได้ที่หน้านี้เลยค่ะ ว่าแต่ละสวนมีดอกไม้อะไรในแต่ละเดือน มีถนนปั่นจักรยานง้องแง้ง ไปจนถึงมีที่ปั่นBMXเล่น ร้านอาหารก็มีหลายจุด ที่สำคัญมีโซนสวนสนุกเล็กๆน่ารัก มีจุดเด่นคือชิงช้าสวรรค์ท่ามกลางธรรมชาติให้คุณได้ขึ้นไปฟรุ้งฟริ้งงุ้งงิ้งกับแฟนตามอัธยาศัย ครอบครัวรวมถึงคู่รักญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็มักจะใช้โซนสนามหญ้าในการปิคนิคหรือนั่งเล่นด้วย พื้นหญ้าที่นี่เขียวสวยสะอาดน่านั่งมากค่ะ แถมยังกว้างแบบสุดลูกหูลูกตา ไม่มีมานั่งเบียดกันแน่นอน สำหรับคนที่เดินไม่ไหวหรือพาคุณพ่อคุณแม่มาด้วยทางสวนมีบริการรถรับส่งตามจุดต่างๆ วิ่งอยู่ในสวนด้วย คาวาอี้มากๆด้วยการตบแต่งรถเป็นรถไฟสำหรับเด็ก เรียกแบบกิ๊กเก๋ว่า Seaside Train ค่าขึ้นเป็นราคาเหมาวันละ 500 เยน ขึ้นได้หลายรอบเลยค่ะ เส้นทางวิ่งก็คือเส้นประสีน้ำเงินในรูปแผนที่ด้านบนเลยค่ะ

-DSC_0424

สำหรับพุ่มไม้มาริโมะนางเอกของเราวันนี้ อยู่ในโซนข้างในที่ชื่อ Miharashi no Oka ค่ะ (ในแผนที่จะเป็นสีฟ้า เป็นรูปดอกNemophilas ที่บานช่วงพฤษภาคม) ชื่อจริงๆของมันคือ Kochia (ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า โคเคีย コキア) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Burning Bush หรือ Summer Cypress ลักษณะพุ่มไม้เป็นกิ่งบางๆรวมตัวกันเป็นพุ่ม มองไกลๆเหมือนมาริโมะแต่พอจับแล้วแข็งๆแห้งๆค่ะ

ที่ด้านบนของสวนนี้ ถ้าเดินตามทางขึ้นไปจะมีระฆังเรียกว่า The Miharashi Bell อยู่บนยอดเนิน ถ้าเดินมาถึงตรงนี้ในวันอากาศดีจะเห็นท้องฟ้าเปิดกับบรรยากาศสวนทั้งหมดจากมุมสูง บรรยากาศดีอย่าบอกใครเลยค่ะ

-DSCF5378-22273549205

ต้องมาเวลาไหนมันถึงจะแดง? สำหรับพุ่มมาริโมะน้อยนี้ หากคุณมาผิดเวลาจะเฟลมาก เพราะมันจะกลายเป็นก้อนกิ่งไม้แห้งสีตายๆเศร้าๆ มีเพื่อนมีมี่คนหนึ่งไปช่วงต้นเดือนตุลา นางถ่ายพุ่มแดงแบบซูมอินมาพุ่มเดียว มีมี่ตระหนักเลยค่ะว่านางมาเร็วไป มันถึงแดงอยู่หรอมแหรม 4 พุ่มทั้งสวน หลังจากมีมี่เห็นความเฟลของเพื่อน มีมี่ก็ค้นพบว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือช่วงกลางเดือนตุลา 15-20 ตุลาคมเป็นต้นไป จะแดงกันทั่วถึง น่ารักน่าถ่ายรูปค่ะ

-DSCF5371-22260718312

อีกอย่างหนึ่งที่มีมี่อยากจะขอเตือนคนที่ไปนะคะ ทางสวนมีป้ายเล็กๆปักอยู่บนดิน ไม่ได้ใกล้เคียงระดับสายตาเลยค่ะหลายๆคนอาจจะมองข้าม ป้ายบอกว่า ‘กรุณาอย่าเดินเข้าไป’ แต่แน่นอนค่ะ พลังป้ายง่อยของชาวญี่ปุ่นไม่อาจต้านพลังทั้งหลายได้ มีมี่เห็นก็บุกเข้าไปถ่ายรูปกันแบบไม่แคร์สื่อ ฉันวิ่งอยู่กลางสวนดอกไม้แดงโพสท่าเป็น sound of music ไม่มีพนักงานมาคอยห้ามหรอกค่ะ แต่รู้กันในใจนะ เอาเป็นว่าตรงไหนมีป้าย เลี่ยงได้อย่าเดินเข้าไปนะคะ

 

สำหรับโซนอาหารของที่นี่ก็จะคล้ายๆสวนสาธารณะทั่วไป ไม่มีอะไรมาก ออกแนวซุ้มอาหารงานวัด ทาโกยากิ ยากิโซบะ ซอฟท์ครีม โดนัท แต่วันที่มีมี่ไปเขามี Food truck ด้วยค่ะ เลยมีร้านกาแฟ ร้านเฟรนฟรายส์อะไรเพิ่ม ตั้งอยู่แถวทางเข้า รับรองว่าไม่อดตายค่ะ มีซุ้มอาหารเรื่อยๆ และแน่นอน ที่นี่ก็มีกิมมิคคล้ายสวนดอกไม้อื่นในญี่ปุ่น มีซอฟท์ครีมหรืออาหารรสดอกไม้ค่ะ!! มีมี่เห็นป้ายมีแกงกะหรี่สีน้ำเงิน(ช่วงพฤษภาคม ใส่ดอกnemophila สีน้ำเงินสดลงไป) ใครสนใจเชิญแกะรอย ตามมาลองได้เลยค่ะ

-DSCF5587-21652187623

สำหรับสวนHitachiนี้ไม่ได้น่าสนใจแค่ช่วงตุลาคมนะคะ มีดอกไม้สวยๆให้ดูตลอดปี ขึ้นอยู่กับว่าชอบดอกอะไรค่ะ แต่ที่เจ้าโคเคียสีแดงนี่มันป็อบมากๆก็เพราะมันหาดูที่อื่นไม่ค่อยได้ แต่ดอกอื่นสวนอื่นก็มีอะเนอะ ยังไงใครวางแผนจะมาแถบโตเกียวช่วงตุลาคมปีหน้า ลองแวะมาดูได้นะคะ ค่าเข้าสวน 410 เยนสำหรับผู้ใหญ่ บางครั้งมีวันเข้าฟรีไม่เสียเงิน และมีวันที่หยุดทำการด้วย (ส่วนใหญ่หยุดวันจันทร์ค่ะ) เช็คตารางก่อนไปได้ที่นี่ค่ะ

 

สำหรับวิธีการเดินทางมีได้ 3 แบบ แต่ไม่ว่าวิธีไหนก็ใช้ราวๆ 2-3 ชม.ทั้งนั้น ค่อนข้างไกลนิดนึงนะคะ

1.รถไฟ - จากสถานีอุเอโนะมีรถไฟเร็วไปยังสถานีชื่อ Katsuta ค่ะ เรียกว่า Super Hitachi Express ใช้เวลา 70 นาที ราคาราวๆ 3820 เยนต่อเที่ยว  (ใครมี JR pass สามารถใช้ได้นะคะ) หลังจากนั้นสามารถเลือกนั่งรถไฟไปต่อตามภาพ หรือนั่งบัส (เรียกแบบบ้านๆว่ารถเมล์) จากป้ายรถเมล์เบอร์2 ที่East gateของสถานี Katsuta ไปราวๆ 20 นาที เที่ยวละ 400 เยนค่ะ ซึ่งตรงแถวที่ขึ้นบัสนั้นจะสามารถซื้อ 1 day free pass ของรถบัส+ตั๋วเข้าสวนได้ในราคา 1200 เยน (ประหยัดไปได้10เยน โถ)

2.บัส - อันนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างแนะนำเพราะต่อเดียวถึง แล้วยังถูกกว่าด้วยค่ะ จากสถานีโตเกียว ประตูยาเอสุ มีรถบัสไปถึงหน้าทางเข้าสวนเลย ในราคาเที่ยวละ 2240 เยน หรือซื้อแบบ Round trip ราคา 3800 เยน(เป็นโปรโมชั่นของวันธรรมดา ดูได้ที่นี่ค่ะ) แต่ข้อเสียคือรถบัสขาไปจากโตเกียวมีแค่เที่ยวเดียวคือออกจากสถานีโตเกียว 10.30 (ดูตารางได้ที่นี่ค่ะป้ายที่3 Hitachi Park West Gate และป้ายที่5 Hitachi Park main gate ลงอันไหนก็ได้ค่ะ) ถึงสวนประมาณเที่ยงครึ่ง โดยรวมใช้เวลา 2 ชั่วโมงค่ะ สำหรับขากลับ(ดูตารางได้ที่นี่ค่ะ) ต้องขึ้นจากป้าย Main gate มีรถเวลา 5.51, 6.51 และ 7.51 ใช้เวลาราวๆ 2ชั่วโมงครึ่งในการกลับมาถึงสถานีโตเกียวค่ะ

3.เช่ารถขับไป - อันนี้เหมาะสำหรับครอบครัว หรือคนที่ต้องการความสะดวกสบายและมากันเยอะๆ ขับรถไปเองถ้าขึ้นทางด่วนก็ใช้เวลาเท่าๆกับบัสค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าหยุดบ่อยแค่ไหน ข้อดีคือเลือกเวลาไปกลับเองได้ ข้อเสียคือถ้าคนไม่เยอะพอ หารๆออกมาแล้วก็ไม่ได้ถูกกว่านั่งบัสไปเลยค่ะ ยกเว้นจะไม่ขึ้นทางด่วนแล้วขับแบบถึกทนโดนชนไม่ตายใช้เวลา4-6ชั่วโมงเท่านั้นนนน

สำหรับมีมี่ เลือกจะเช่ารถไปกับเพื่อนแบบถึกทนจนไม่มีเงิน นั่งจน...บาน (สงสารคนขับชีวิตทรมานกว่า) ตามประสานักเรียนยากจน แต่สำหรับคนที่มาเที่ยวเราข้อแนะนำรถบัสค่ะ ต่อเดียวถึง เป็นทางออกที่ดีที่สุด ยังไงหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณคนอ่านทุกท่านได้รู้จักสวนอันห่างไกลความเจริญนี้มากขึ้นนะคะ ญี่ปุ่นมีอะไรน่าสนใจให้คุณดูมากมายค่ะ

 

ภาพและเรื่องโดย มีมี่ Japanlist