จังหวัด ฮิโรชิมะ (Hiroshima) .....รุ่งอรุณแห่งสันติภาพ

16,049

ช่วงปลายของสงครามมหาเอเชียบูรพา เริ่มปรากฎเค้าลางแห่งความปราชัยของฝ่ายอักษะและชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร หลังจากทหารของทั้งสองฝ่ายหลายล้านคนเข้าประหัตประหารกันจนเสียชีวิตไปอย่างไร้ความหมาย อาจจะมีคนแย้งว่าทหารกล้าเหล่านั้นก็สู้เพื่ออิสรภาพและความอยู่รอดของประเทศชาติและประชาชน มันไม่มีความหมายบ้างเลยหรือ แน่นอนว่าทุกชีวิตที่สูญเสียไปย่อมมีความหมายและมีความสำคัญต่อผู้อยู่เบื้องหลัง แต่มันคงจะดีกว่าถ้าพวกเขาเหล่านั้นไม่ต้องมาตายเพราะสงครามไร้สาระจากคนบ้าอำนาจไม่กี่คนบนโลก (นี่มันเพจท่องเที่ยวนะ จะเครียดไปไหน)

6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สหรัฐอมเริกาตัดสินใจกดปุ๋ม"กากบาท"แรกเป็นการแจ้งเตือนไปยังประเทศญี่ปุ่นว่า "คุณจะไม่ได้ไปต่อ" สิ้นเสียงออดจากปุ่มกากบาท เด็กชายตัวน้อย Little Boy ก็ส่งผ่านความเกรี้ยวกราดดาลเดือดเข้าสู่เมือง Hiroshima อย่างไร้ปราณีโทษฐานที่เป็นแหล่งยุทธการและเป็นที่ซ่องสุมอาวุธสำคัญ ส่งผลให้ผู้คนราวหนึ่งแสนห้าหมื่นคนเสียชีวิต ครึ่งหนึ่งเสียชีวิตในทันที ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสก่อนจะสิ้นลมหายใจและทิ้งไว้แต่เพียงเศษซากปรักหักพังให้ผู้คนรุ่นหลังได้รำลึกและจดจำถึงความโง่เขลาของไฟสงคราม

01 Hiroshima

เราออกเดินทางไปสวนสันติภาพแห่งเมือง Hiroshima โดยมีต้นทางจากสถานี Hiroshima ขึ้นรถรางสาย 2 (หรือสาย 6 ก็ได้) แล้วลงที่สถานี Genbaku-Domu Mae ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีและค่าใช้จ่ายราว 160 เยน เมื่อเดินทางมาถึง เราจะเห็นอนุสรณ์แห่งสงครามสำคัญที่เป็นภาพจำแจ่มชัดของผู้คนทั้งโลกนั่นคือ Genbaku Domu หรือ Atomic Bomb Dome เป็นส่วนหนึ่งของสวนสันติภาพแห่งเมือง Hiroshima

ที่นี่ถูกสร้างขึ้นราวปี 1915 โดยฝีมือของ Jan Letzel สถาปนิกชาว Czech บางคนอาจจะเคยเห็นภาพนี้ผ่านตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ หนังสือนำเที่ยว หรือจากอินเตอร์เน็ท แต่เราขอแนะนำให้ไปดูใกล้ๆด้วยตาตัวเองจะดีกว่า ที่นี่เคยใช้เป็นสถานที่จัดแสดงสินค้าในเมือง Hiroshima เป็นแหล่งค้าขายที่สำคัญและทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น แม้จะห่างจากจุดศูนย์กลางมาราว 500 เมตร แต่ด้วยความรุนแรงของระเบิด  Genbaku Domu ที่เคยสวยงามอลังการในอดีตก็มีอันต้องพังทลายลงและมีสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน (ซากสถาปัตยกรรมถูกซ่อมแซมให้มั่นคง ด้านในมีการดามเหล็กเพื่อค้ำยันโครงสร้างเดิม ส่วนขอบผนังปูนที่เสียหายมีการนำแผ่นโลหะมาปิดทับด้านบนเพื่อลดการกัดกร่อนของฝน)

02 Hiroshima

เดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำ Ota (Otagawa) เราจะเริ่มเข้าสู่ สวนสันติภาพแห่งเมือง Hiroshima ในส่วนที่ 2 ซึ่งปัจจุบันไม่มีภาพความเสียหายให้เห็นแล้วเพราะหลังจากการระเบิด เกือบทุกอย่างแบนราบไปกับพื้นดิน

03 Hiroshima

เมื่อเดินเข้ามาไม่นานนัก เราจะเจอ Children's Peace Monument สร้างเพื่อระลึกถึง Sadako Sasaki ผู้พับนกกระเรียนเพื่ออธิษฐานขอพรให้ตัวเองหายป่วยและเพื่อเด็กอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิตจากพิษระเบิดปรมาณู (ในอดีตมีประเพณีในการถวายนกกระเรียนกระดาษหรือ Origami Cranes พันตัวแก่วัดหรือศาลเจ้า เพื่อเป็นสิ่งสักการะในการขอให้มีชีวิตยืนยาว นอกจากนี้ นกกระเรียนพันตัว ยังใช้เป็นสัญญลักษณ์แสดงมุ่งหวังสันติภาพและคัดค้านต่อต้านระเบิดปรมาณูอีกด้วย)

04 Hiroshima

ด้านข้าง ถัดออกมาไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ Sadako เป็นที่ตั้งของ Atomic Bomb Memorial Mound ซึ่งใช้เป็นที่ฝังเถ้ากระดูกของผู้คนราวเจ็ดหมื่นคนที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้

05 Hiroshima

เมื่อเดินเข้ามาจนถึงกึ่งกลางของสวนสันติภาพ เราจะเห็นอนุสรณ์สถานที่ออกแบบโดยอาจารย์ Tange Kenzo มีรูปร่างเหมือนอานม้า เมื่อมองลอดไปจะเห็น Genbaku Domu อยู่ทางด้านหลัง สร้างเป็นเชิงสัญลักษณ์เป็นหลังคาเพื่อปกป้องเหยื่อสงครามจากลมฝนและมีคำจารึกว่า "ขอจงสู่สุขคติ ความผิดพลาดต้องไม่เกิดซ้ำ"

06 Hiroshima

และเมื่อเดินมาถึงริมสุดของสวนสันติภาพ ที่นี่เป็นที่ตั้งของ Hiroshima Peace Memorial Museum ภายในจัดแสดงภาพประวัติศาสตร์ของเมือง Hiroshima ช่วงก่อนหน้าและหลังจากที่ได้รับความเสียหายจากระเบิดปรมาณู โทรเลขทุกฉบับที่นายกเทศมนตรีของเมือง Hiroshima ส่งออกไปยังต่างประเทศเพื่อเป็นการประท้วงทุกครั้งที่มีการทดลองระเบิดนิวเคลียร์

07 Hiroshima

และนอกจากนี้ยังจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ข้าวของเหล่านี้ได้รับบริจาคมาจากญาติให้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเลวร้ายของระเบิดปรมาณู เช่น นาฬิกาเรือนที่หยุดเดินเมื่อเวลา 8 นาฬิกา 15 นาทีโดยประมาณหรือทันทีที่เกิดการระเบิด ชุดนักเรียนของ Toshiaki Asahi เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีที่เสียชีวิตในวันเดียวกันหลังจากเกิดการระเบิด จักรยานสามล้อและหมวกเหล็กของ Shinichi Tetsutani เด็กชายวัยสามขวบที่เสียชีวิตในเย็นวันเดียวกัน

08 Hiroshima

ความโหดร้ายของสงครามยังไม่จบสิ้นเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากนั้นอีกไม่นานรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้กดปุ่มกากบาทเพื่อส่งสัญญาณเตือนญี่ปุ่นอีก.....เป็นครั้งที่สอง

เรื่องและรูปภาพโดย : From the outside in

ติดตามผลงานเพิ่มเติมได้ที่ Facebook From the outside in

from-the-outside-in