มาทำความรู้จักกับฮะจิโกะ (Hachi-ko) หมาผู้ซื่อสัตย์ในมุมที่ลึกลงไปกว่าเดิม!

22,812

ไม่นานมานี้ใน Fan page ของ From the outside in ได้เขียนถึงอนุสาวรีย์ของ Hachi-ko ที่ได้มาพบกับอาจารย์ Hidesaburo Ueno อีกครั้งที่มหาวิทยาลัย Tokyo ด้วยความที่รู้เท่าๆ กับคนอื่นๆนั่นแหละว่า Hachi-ko ไปรอรับเจ้านายที่สถานีรถไฟทุกๆ วันจนกระทั่งวันหนึ่งเจ้านายได้เสียชีวิตลง เจ้าตูบก็ยังคงวนเวียนไปรอคอยเจ้านายอย่างมีความหวังว่าซักวันนึงคงจะได้พบกับเจ้านายผู้เป็นที่รักอีกซักครั้งนึง แต่มันก็ไม่เคยได้พบกับอาจารย์ Hidesaburo อีกเลยจนกระทั่งวาระสุดท้าย

หลังจากเขียนเรื่องไป มีรุ่นน้องแนะนำให้ลองหาหนังที่เกี่ยวกับ Hachi-ko มาดู เราก็เริ่มต้นด้วย Hachi: A Dog's Tale ที่มี Richard Gere นำแสดง เป็นภาพยนตร์ดัดแปลงจากภาพยนตร์เรื่อง Hachiko Monogatari ของญี่ปุ่น เราที่ไม่ใช่คนรักหมาทีแรกคิดว่าก็คงงั้นๆ แต่ที่ไหนได้ดูแล้วน้ำตาแตกตั้งแต่ต้นๆ เรื่องแบบว่าร้องไห้หนักมากไปยัน end credits ภาพยนตร์เรื่อง Hachi: A Dog's Tale เป็น adaptation ที่ดีมากๆ ในแง่การปรับให้บุคลิกของทั้งคนทั้งหมาให้ดูผูกพันและอบอุ่นขึ้นกว่าเวอร์ชั่นดั้งเดิม ความสัมพันธ์อันแนบแน่นของนายและบ่าวดูมีที่มาที่ไปและมีน้ำหนักพอที่จะสั่งให้เราร้องไห้ได้ต่อเนื่องและยาวนานประกอบกับ music score ที่ประพันธ์โดย Jan A. P. Kaczmarek ที่เน้นความกรุ๊งกริ๊งของ piano เป็นหลัก เป็น sound ที่ให้ทั้งความอบอุ่น เศร้าสร้อย เปลี่ยวเหงาและคิดถึงระคนกันไป

ยัง..... เรายังไม่สาแก่ใจเพราะอยากรู้ว่าต้นฉบับอย่าง Hachiko Monogatari เป็นยังไง เราก็ขวนขวายไปหามาดูอีก สุดท้ายก็น้ำตาแตกเหมือนเดิมเพราะ Hachi-ko ในภาคนี้ดูเหมือนจะรันทดกว่าในภาคของ Hollywood ซะอีก ถึงแม้ว่า Hachiko Monogatari จะสร้างมาก่อนหน้า Hachi: A Dog's Tale มากว่า 30 ปีแต่การดำเนินเรื่องในแบบฉบับของญี่ปุ่นก็ไม่ได้นับว่าเชยหรือล้าสมัยแต่อย่างใด จะสู้กันไม่ได้อย่างเดียวก็คือดนตรีประกอบนี่แหละที่ของ Hollywood ชนะแบบทิ้งกันขาดหลายช่วงตัว ดูอันนี้เสร็จเราก็เป็นบ้า......อ้าก.....กลับไปดูเวอร์ชั่นของน้า Gere อีกรอบนึง คงไม่ต้องบอกนะว่าสภาพตอนดูจบจะเป็นยังไง เพราะความประทับใจอย่างมากต่อตัว Hachi-ko ทำให้ต้องสืบค้นข้อมูลแบบว่ายิ่งค้นยิ่งลึกและยิ่งสนุกในการค้นเลยต้องเอามาเขียนให้อ่านกันซึ่งไม่รู้ว่าจะสนุกอยู่คนเดียวหรือเปล่าที่ที่แน่ๆ ต่อไปนี้จะเป็นข้อมูลที่ลึกลงไปกว่าเดิมของ Hachi-ko ที่เราเคยได้รู้ๆกัน

จริงๆแล้ว Hachi-ko มีชื่อว่า Hachi ที่แปลว่าเลข 8 ในภาษาญี่ปุ่น ส่วน "ko" เป็นสร้อยท้ายคำที่ผู้คนมาเติมเอาทีหลังบ้างก็ว่าช่วงบั้นปลายชีวิตของมัน บางข้อมูลว่าหลังจากมันตายไปแล้วหลายๆ ปี ดังนั้นหลังจากบรรทัดนี้จะขอเรียกเจ้าสุนัขจอมซื่อสัตย์นี้ว่า Hachi ไปจนจบแล้วกันนะครับ ส่วนสร้อยท้ายคำว่า "ko" นี่ขอเอาไปอธิบายไว้ด้านหลังเลยด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นเหตุผลเท่าไหร่ว่ามันเป็น "คำสร้อย" มาว่ากันเรื่องหัวนอนปลายเท้าดีกว่า ตามประวัติที่ได้มีการบันทึกไว้ Hachi เกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 1923 ที่บ้านของคุณ Giichi Saito นักเพาะพันธุ์สุนัข Akita ที่อาศัยอยู่ในเมือง Odate จังหวัด Akita ว่ากันว่า ครอกที่ Hachi เกิดมีลูกสุนัขรวมกันได้ 8 ตัวและ Hachi น่าจะเป็นน้องนุชสุดท้อง Hachi ย้ายมาอยู่กับอาจารย์ Hidesaburo Ueno ในย่าน Shibuya เมื่ออายุ 50 วันด้วยค่าตัว 30 เยน อะไรจะถูกขนาดน้าน....สำหรับสุนัขพันธุ์ Akita แท้ๆ

TOKYO, JAPAN - NOVEMBER 28 2015: Hachiko low relief sculpture at Shibuya station, the dog is remarkable loyalty to his owner which continued for ten years waiting for his owner at thw station after his owner's death

จริงๆแล้วในช่วงนั้นอาจารย์ Hidesaburo Ueno ก็มีสุนัขที่เลี้ยงดูอยู่แล้วถึงสองตัว (ซึ่งเป็นรายละเอียดที่แตกต่างจากในภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง) ว่ากันว่าตัวที่สูงอายุที่สุดแห่งบ้าน Ueno เป็นตัวที่สนใจให้ความเอ็นดูและคอยเป็นพี่เลี้ยงให้กับ Hachi ในวัยกระเตาะ Hachi เองก็ใช้เวลาไม่นานนักในการผูกสมัครรักใคร่ อาจารย์ Hidesaburo Ueno เจ้านายใหม่ Hachi เดินไปรับส่งเจ้านายของมันทุกวันที่สถานีรถไฟ Shibuya ทั้งขาไปและกลับจากการทำงานที่ Tokyo Imperial University (หรือ University of Tokyo ในปัจจุบัน) อาจารย์ Hidesaburo ดูเหมือนจะชื่นชอบกิจกรรมนี้มากเช่นกัน ในสมัยก่อนคนญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้เลี้ยงสุนัขแบบสมัยนี้ที่ยอมให้พวกมันเข้าไปมีพื้นที่ในบ้านได้ ส่วนใหญ่หมาที่มีเจ้าของในสมัย Hachi ก็จะถูกเลี้ยงเอาไว้นอกบ้านซึ่งทำให้ช่วงระหว่างวันที่หมดหน้าที่เดินไปส่งเจ้านาย Hachi เองก็มีเวลาว่างเยอะแยะเถลไถลไปตามทุ่งหญ้าทุ่งนาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะเดินเล่นนอนเล่นอยุ่แถวๆ สถานีรถไฟนั่นแหละเพราะแถวนั้นก็มีร้านค้าที่คอยส่งส่วยเศษเนื้อเศษอาหารให้เจ้า Hachi ได้กินเป็นของว่างเพื่อรอเจ้านายกลับมาในตอนเย็น

TOKYO, JAPAN - NOVEMBER 28 2015: Hachiko low relief sculpture at Shibuya station, the dog is remarkable loyalty to his owner which continued for ten years waiting for his owner at thw station after his owner's death

Hachi มีความสุขกับกิจกรรมการรับส่งเจ้านายได้แค่ปีเศษๆ เท่านั้นเอง อาจารย์ Hidesaburo Ueno ก็ถึงแก่กรรมในวันที่ 21 พฤษภาคม 1925 ด้วยอาการ cerebral hemorrhage หรือเส้นเลือดในสมองแตก (เป็นอีกอาการหนึ่งของ stroke) ในขณะที่อาจารย์กำลังทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัย สิริรวมอายุได้ 53 ปี และหลังจากวันนั้นก็เป็นวันที่ชะตาชีวิตของ Hachi ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ว่ากันว่า Hachi ไม่ยอมกินข้าวถึงสามวันสามคืนในการรอคอยเจ้านายกลับมา ในช่วงเวลาต่อมาหลังจากการเสียชีวิตของนายเก่า Hachi ได้รับการอุปการะให้ไปอยู่ในบ้านใหม่ 2-3 หลัง บางหลังอยู่แถบ Asakusa และในบางครั้งก็มีคนเห็น Hachi แอบหนีออกจากบ้านใหม่มาที่สถานี Shibuya บ่อยๆ ทั้งๆ ที่อยู่ไกลกันถึง 8 กิโลเลยทีเดียวและในที่สุด Hachi ก็ได้อยู่กับเจ้านายคนสุดท้าย Kikusaburo Kobayashi ซึ่งอาศัยอยู่ในแถบ Yoyogi ที่ยอมให้มันออกไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระรวมถึงการกลับมารอคอยเจ้านายเก่าที่สถานี Shibuya

นอกจากการที่มันกลับไปนอนบ้านของเจ้านายใหม่ในตอนกลางคืนแล้ว แทบจะเรียกได้ว่า Hachi ใช้เวลาเกือบจะทั้งวันที่สถานีรถไฟ เรื่องของ Hachi เริ่มเป็นที่โจษขานกันเอาเมื่อปี 1932 เมื่อหนังสือพิมพ์เริ่มมีการรายงานเรื่องราวของ Hachi ออกสู่สาธารณชนในโดยมีบทความของประธานสมาคมอนุรักษ์สุนัขญี่ปุ่นได้ตีแผ่เรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของ Hachi ในช่วงเวลานั้นๆ ในบทความนำเสนอมุมมองที่มีต่อความซื่อสัตย์จงรักภักดีของ Hachi เหมือนจะดูลดน้อยลงไปตามกาลเวลาเพราะ Hachi ก็ดูจะมีความสุขกับบรรดาเด็กๆ แถวนั้นที่คอยจะเข้ามาเล่นด้วย แน่นอนว่ามีคนรักก็ต้องมีคนเกลียดเป็นธรรมดา บางคนตั้งข้อรังเกียจว่า Hachi เป็นหมาข้างถนนสกปรกที่คอยแต่จะขอเศษอาหารผู้คนแถวนั้น มันจึงถูกมองว่าเป็นหมาที่คอยจะพึ่งพาแต่คนอื่น (แล้วจะให้ไปทำอาชีพอะไรกันเล่า 555 คนนี่ก็....) แต่บทสรุปในท้ายข้อเขียนนี้ก็ได้เรียกร้องความเห็นอกเห็นใจให้แก่ Hachi เพราะมันเป็นสุนัขสายพันธ์ญี่ปุ่นแท้ๆ ที่มีความซื่อสัตย์อย่างสูงสุด

ไม่ว่า Hachi จะเหมือนหมาจรสกปรกที่บางครั้งวิ่งพล่านไปตามท้องถนนเพื่อขอเศษอาหารจากร้านค้าและผู้คนที่เดินผ่านไปมา มีทั้งคนรักและคนชัง แต่เรื่องของ Hachi ที่ประทับตราตึงลงไปในจิตใจของผู้คนมากมายก็ถูกจับมาประดิษฐ์ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์จงรักภักดี แน่นอนว่างานนี้ถูกใช้เอาไปใช้ประโยชน์ในการปลูกฝังความรู้สึกนึกคิดและทัศนคติในด้านการทหารด้วย ในเดือนมีนาคมปี 1934 เป็นครั้งแรกที่ได้มีการบรรจุเรื่องราวของ Hachi ลงในแบบเรียนชั้นประถมของญี่ปุ่น และในปีเดียวกันจากการรวบรวมเงินบริจาคทั่วประเทศ อนุสาวรีย์แห่งแรกของ Hachi ที่ Shibuya ก็สร้างเสร็จและทำการเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 เมษายน โดยมีภรรยาหม้ายของอาจารย์ Hidesaburo และเจ้า Hachi เข้าร่วมในพิธีเปิดด้วย

TOKYO, JAPAN - NOVEMBER 28 2015: Hachiko statue at Shibuya station, the dog is remarkable loyalty to his owner which continued for ten years waiting for his owner at thw station after his owner's death

ในวันที่ 8 กรกฎาคม 1935 หนึ่งปีหลังจากการจากไปของ Hachi ที่เมือง Odate บ้านเกิด ได้มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์แห่งที่สองของ Hachi ที่หน้าสถานีรถไฟเพื่อแสดงถึงสายสัมพันธ์ของชาวเมืองต่อสุนัขผู้ซื่อสัตย์ตัวนี้ เป็นที่น่าเสียดายว่าอนุสาวรีย์ทั้งสองไม่สามารถคงทนถาวรอยู่ได้ เพราะช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นได้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนวัสดุโลหะทั้งหมดเพื่อใช้เอาไปเป็นวัสดุในการยุทธภัณฑ์ ขนาดพระใหญ่อย่าง Ueno Daibutsu ยังโดนเอาไปทั้งตัวเหลือแต่หน้า แล้วแค่หมาน้อยอย่าง Hachi จะรอดหรือ อนุสาวรีย์ทั้งสองจึงโดนยึดเอาไปเรียบในปีค.ศ. 1944 และ 1945 ตามลำดับ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1948 นั่นแหละ ถึงมีการสร้างอนุสาวรีย์ของ Hachi กันใหม่ที่ Shibuya และอีกหลายสิบปีต่อมาในปี ค.ศ. 1987 ถึงได้มีการสร้างอนุสาวรีย์อีกครั้งที่หน้าสถานีรถไฟแห่งเมือง Odate (แต่จวบจนบัดนี้องค์ Ueno Daibutsu ก็ยังคงเหลือแต่ใบหน้านะ สงสัย Hachi-chan น่าจะเส้นใหญ่กว่าจริมๆ)

05 Ueno DAibutsu

สำหรับเรื่องสร้อยคำว่า "ko" ที่นำมาต่อท้ายในภายหลังนอกจากจะมีความหมายว่า "อันเป็นที่รักแล้ว" ตัว Kanji ในภาษาญี่ปุ่นในสมัยโบราณหมายถึงสมาชิกชั้นสูงแห่งตระกูลซามูไรด้วยด้วย ยกตัวอย่างในสมัยโบราณที่เรียก Tokugawa Ieyasu-ko หรือท่านเจ้าพระยา Ieyasu ภายหลังในช่วงญี่ปุ่นยุคทันสมัย คำว่า "ko" ที่เติมสร้อยท้ายเข้าไปดูเหมือนจะไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายและหายไปพร้อมๆกับเหล่าซามูไร แต่มีคำที่นำมาสร้อยท้ายแทนอย่างคำว่า sama (ท่าน) แต่สมัยนี้จะให้เรียกว่า Hachi-sama มันก็ฟังดูตลกๆ ดังนั้นการเรียก Hachi ว่า Hachi-ko จึงเป็นการเรียกที่ให้การการยกย่องในสมัยนั้นที่คำว่า "ko" ยังไม่เสื่อมความนิยมเท่าไหร่ นั้นนอกจากจะถือว่าเป็นการให้เกีรยติแล้วยังเหมือนเป็นการให้ความเอ็นดูไปในตัว (สำหรับเรื่อง "Ko" นี่ต้องขอพอเท่านี้ก่อน เพราะถ้าจะให้คนไม่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นมาอธิบายเรื่องคำในภาษาญี่ปุ่นให้รู้เรื่องไปกว่านี้มันจะทำให้ยิ่งยุ่งวุ่นวายไปกันใหญ่)

8 มีนาคม 1935 มีคนพบ Hachi นอนตายอยู่บนถนนใกล้ๆกับสถานี Shibuya จากการชันสูตรพบว่าในกระเพาะของ Hachi มีไม้เสียบเนื้อย่างอยู่ 4 อันแต่นั่นไม่ใช่สาเหตุของการตายเพราะทางทีมชันสูตรได้พบว่า Hachi ป่วยเป็นมะเร็งและเป็นพยาธิหนอนหัวใจซึ่งสองสิ่งนี้เป็นสาเหตุที่แท้จริงที่นำไปสู่การเสียชีวิต หลังจากพิธีศพที่จัดขึ้นด้วยความรักความเอ็นดูของชาว Shibuya และผู้คนทั่วประเทศ ซากบางส่วนถูกนำไปทำพิธีฌาปนกิจและฝังลงเคียงข้างกับอาจารย์ Hidesaburo ที่สุสาน Aoyama เขต Minato ในกรุง Tokyo ถึงแม้ตลอดชีวิตของ Hachi จะดูเป็นมิตรและไม่ค่อยส่งเสียงรบกวนซักเท่าไหร่ แต่ต้องมีอย่างน้อยครั้งนึงในชีวิตที่มันต้องผ่านศึกจากการวิวาทมาอย่างหนักเพราะจากภาพถ่ายในช่วงบั้นปลาย เราพบว่าที่หูซ้ายของ Hachi โดนกัดจนหักและพับลงมาอย่างนี้จวบจนสิ้นอายุขัย

TOKYO, JAPAN - NOVEMBER 28 2015: Hachiko statue at Shibuya station, the dog is remarkable loyalty to his owner which continued for ten years waiting for his owner at thw station after his owner's death

ใน Tokyo เรายังสามารถพบกับ Hachi ได้ถึงสามที่นั่นคือ ที่หน้าสถานีรถไฟ Shibuya ที่นั่นนอกจากจะมีอนุสาวรีย์แล้ว บนกำแพงอาคารสถานีรถไฟยังมีภาพนูนต่ำลวดลายหมาน่อยบอกเล่าเรื่องราวของ Hachi เอาไว้ให้ดูกันได้เพลินๆ ต่อมาที่ National Museum of Nature and Science ในส่วนของ Japanese Gallery ที่ Ueno เก็บหนังและขนของ Hachi ที่ทำการสตัฟฟ์เอาไว้ขึ้นโครงเป็นตัวสุนัข จัดแสดงพร้อมกับสัตว์สตัฟฟ์สายพันธุ์ต่างๆในญี่ปุ่น และที่สุดท้ายที่ University of Tokyo เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ใหม่ล่าสุดที่ได้เห็น Hachi โผเข้าหาอาจารย์ Hidesaburo อย่างมีความสุข ไม่ต้องอยู่อย่างเดียวดายแล้วนะ Hachi เอ๊ย...... ส่วนที่ Odate เรายังไม่เคยไป แต่สัญญาว่าถ้าได้มีโอกาสได้ขึ้นไป เราจะนำเรื่องราวความน่าประทับใจของ Hachi มาเล่าสู่กันฟังอีกเช่นเคย

TOKYO, JAPAN - NOVEMBER 25 2015: National Museum of Nature and Science offers a wide variety of natural history exhibitions and interactive scientific experiences

สำหรับท่านที่ตามอ่านมาได้ถึงบรรทัดนี้ต้องขอชมเชยจริงๆว่าเก่งมากเพราะคนเขียนเองตั้งแต่เขียนเรื่องญี่ปุ่นมาก็ยังไม่เคยเขียนอะไรได้ยาว.....ขนาดนี้มาก่อน ขอบพระคุณที่ติดตามครับ

from-the-outside-in