DJ ยังต้องยอมใจ เมื่อฟังเพลงจากเสียงตามสายในห้างที่ญี่ปุ่น เพลงที่เปิดสื่อถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นด้วยนะ

21,030

ใครมาญี่ปุ่นแล้วไม่เคยเดินเข้าไปย่างกายในห้าง ไม่ถือว่าผิดนะคะ แต่ถ้าเข้าไปในห้างแล้วไม่ได้ยินเพลง ไม่ได้ยินเมโลดี้ นี่ถือว่าพลาดค่ะ

แต่ก็อย่างว่าแหละโน๊ะ มาญี่ปุ่นทั้งที ก็อยากไปเดินเที่ยวชมบรรยากาศเมืองอันศิวิไลซ์ เทคโนโลยีไฮเทคสุดล้ำ นั่งรถไฟอันทันสมัย และดื่มด่ำกับธรรมชาติงามๆ ของญี่ปุ่น ใครที่ไหนจะเดินแต่ในห้าง จริงไหมคะ

แต่เจ้ก็ยังเชื่อว่าคงต้องมีคนเข้าไปเดินในห้างบ้างแหละโน๊ะ อย่างน้อยก็หาที่อุ่นๆ พักกาย หรือเข้าไปหลบฝน แต่หลายคนคงจะไม่ได้สังเกตหรอกว่า ห้างญี่ปุ่นนั้นนางมีเสียงตามสายที่เรียกว่าเด็ดสุด จนดีเจต้องยอมใจ ห้างอะไรจะมุ้งมิ้งขนาดนี้ คงจะมีแต่ในห้างที่ญี่ปุ่นที่เดียวสินะ

หากเคยได้ยินเพลง Raindrops keep falling on my head

ในระหว่างที่เดินห้าง สำหรับชาวไทยอย่างเราก็คงจะฟังไปเพลินๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก บางคนอาจจะคิดว่า ห้างญี่ปุ่นทำไมเปิดเพลงได้คลาสสิคขนาดนี้ วินเทจจัง จริงๆ จะบอกว่าเพลงเก่า แต่ใช้คำว่าวินเทจดีกว่าโน๊ะ ดูมีสไตล์ขึ้นมานิดนึง 555

เอ๊ะ แล้วทำไมถึงไม่เปิด AKB48 หรือ JPOP นะ สงสัยว่าค่าลิขสิทธิ์คงจะแพงแน่เลย หุหุ ก็ไม่ต้องงงไปนะคะ ที่เค้าเปิดเพลงนี้เค้ามีความหมายค่ะ เพราะในขณะที่คนในห้างกำลังเพลิดเพลินไปกับการเลือกซื้อสินค้า และไม่ทราบว่าภายนอกห้างนั้นเป็นอย่างไร ถ้ามีฝนตกลงมาอย่างกะทันหันโดยที่ไม่มีใครทราบมาก่อน คนที่อยู่ภายในห้างไม่มีทางทราบได้อย่างแน่นอนว่าสถานการณ์ด้านนอกนั้น ชุ่มชื่น เย็นฉ่ำ เปียกชุ่มกันสุดฤทธิ์

ดังนั้น ทางห้างเลยมีไอเดียว่า ถ้าได้ยินเพลง Raindrops Keep Falling On My Head ให้เข้าใจตรงกันนะจ๊ะว่ามีฝนตกอย่างกะทันหันอยู่ภายนอกห้าง พนักงานก็ต้องเตรียมการ โดยเพิ่มการแพ็กถุงพลาสติกครอบถุงสินค้าให้กับลูกค้าอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันน้ำเข้าไปในถุงที่ใส่สินค้า ส่วนคุณลูกค้าเอง ถ้าไม่ได้นำร่มติดตัวมาด้วย ก็ทำการซื้อร่มติดไม้ติดมือก่อนออกจากห้างไปด้วยนะ ซึ่งถือว่าเป็นการประกาศเตือนแบบละมุนสุดๆ ไม่ขัดต่ออารมณ์สุนทรีย์ในการเดินเลือกซื้อสินค้าของลูกค้าเลยจริง ๆ

ในขณะที่ถ้าหากใครได้ยินเพลง Pink panter ระหว่างที่เดินห้าง ขอให้รู้ไว้เลยว่า ณ ขณะนั้น อาจจะมีคนกำลังขโมยสินค้าอยู่ ขอให้พนักงานแต่ละเคาน์เตอร์ระวังให้ดี และลูกค้าที่กำลังเดินเลือกซื้อสินค้าก็ต้องระมัดระวังสัมภาระของตัวเองให้ดีๆ ด้วย ซึ่งเป็นการส่งสัญญานให้พนักงานภายในห้างทราบแบบเนียนๆ เพื่อนสาวชาวญี่ปุ่นของเจ้ได้ยินที่ห้าง Seibu Department store สาขา Tokorozawa แถบไซตามะ ซึ่งเจ้คิดว่าจริงๆ แล้วก็คงจะไม่มีใครอยากได้ยินเพลงนี้บ่อยสักเท่าไหร่หรอกนะคะ

แต่ถ้าได้ยินเพลงนี้แล้วล่ะก็ ความตื่นตระหนกของพนักงานก็จะบังเกิดเลยค่ะทีนี้ …ยังไงก็ถือว่าเป็นการแจ้งเตือนที่ ดี๊ ดี มุ้งมิ้งสุดๆ สำหรับเพลงนี้

เพลงสามัคคีชุมนุม หรือเพลงที่มวลมนุษยชาติทั่วโลกรู้จักกันในนามเพลง Auld Lang Syne และชาวญี่ปุ่นรู้จักกันดีในเพลง Hotaru no Hikari สำหรับประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารมักจะเปิดเพลงนี้ในวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งมีความหมายว่า บ๊าย บาย ส่งท้ายปีเก่า ส่วนในประเทศไต้หวันก็ใช้เพลงนี้ในวันจบการศึกษาและในงานศพ เพื่อหมายถึงการร่ำลา บอกลาเป็นครั้งสุดท้าย สำหรับประเทศญี่ปุ่นเองก็นิยมเปิดเพลงนี้ในวันจบการศึกษาด้วยเช่นกัน

และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ห้าง ร้าน คาเฟ่ ต่างๆ ก็ยังเปิดเพลงนี้ เพื่อเป็นการบอกให้ลูกค้าทราบว่าห้างสรรพสินค้ากำลังจะปิดให้บริการในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว เจ้เชื่อว่าขาช้อปตัวจริงเสียงจริงคงจะเคยได้ยินเพลงนี้อย่างแน่นอนค่ะ ช้อปกันเพลินขนาดไหนก็อย่าลืมสนใจสิ่งรอบข้างด้วยนะเธอ ถ้าได้ยินเพลงนี้เมื่อไหร่ ให้รู้ไว้เลยว่า เตรียมเดินไปแคชเชียร์เพื่อชำระค่าสินค้าและเตรียมกลับบ้านได้แล้ว

อ่อๆ ที่ร้าน Daiso เค้าก็เปิดเพลงนี้เหมือนกันนะ อยากได้ยินเพลงนี้แบบตัวจริงเสียงจริง ก็ต้องลองไปฟังกันค่ะ ร้านไม่ปิดเราไม่กลับ ถ้าเพลงไม่มาเราก็ยังช้อปต่อได้ หุหุ

แต่หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว เจ้เชื่อว่าทุกคนคงจะกระจ่างใจมากขึ้น และเข้าใจเพลงสื่อความหมายตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่นแน่นอน ถือได้ว่าเป็นการใช้เพลงที่ไม่ทำลายโสตประสาทในการแจ้งเตือนได้อย่างละมุนสุดๆ ถึงแม้ว่าบางเพลงอาจจะดูวินเทจไปสักหน่อย แต่เจ้ยอมใจในความละมุนของนางจริงๆ ค่ะ ...

เรื่องโดย #TKLS สาวแซ่บ แห่งไซตามะ

ติดตามเรื่องราวดีดีได้ที่  https://www.facebook.com/tokyolovestudio/

Bonny 2018
Name *
Email *
Message *