เยี่ยมชมสองพิพิธภัณฑ์ที่ห้ามพลาดใน Aomori

1,751

Aomori เป็นเมืองหน้าด่านสุดท้ายของเกาะ Honshu ในภูมิภาค Tohoku คือถ้าทะลุจากนี้ไปก็ถึง Hakodate ใน Hokkaido แล้ว เมืองสงบๆแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นใบไม้เปลี่ยนสีที่ทะเลสาบ Towada หรือซากุระบานสะพรั่งที่สวนแห่งปราสาท Hirosaki แต่ Aomori ไม่ได้มีแค่นั้น แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกด้วย

ที่แรกที่เราจะพาไปคือพิพิธภัณฑ์ Nebuta Warasse ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟ Aomori (ไม่ใช่ Shin-Aomori นะครับ เดี๋ยวจะสับสน) จุดเด่นของ Nebuta Warasse คือสถาปัตยกรรมที่ใช้แผ่นเหล็กสีแดงคล้ายม่านริบบิ้นมาตกแต่งด้านนอกของอาคารทำให้ดูสวยงามแปลกตา ได้รับการออกแบบจากบริษัท Molo บริษัทรับออกแบบสถาปัตยกรรมสัญชาติ Canada

AOMORI, JAPAN - APRIL 22 2018: The Nebuta Warasse Museum is a great place to experience the beauty of the Nebuta festival with gigantic displays works of art, along with music and sounds

ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโคมไฟที่ใช้ในงานแห่โคมไฟ Nebuta Matsuri ซึ่งจัดขึ้นทุกๆปีตั้งแต่วันที่ 2 - 7 สิงหาคมในช่วงฤดูร้อน ซึ่งโคมไฟที่นำไปแห่นั่นย่อมไม่ใช่ขนาดกระจิ๊บกระจ้อยแน่ๆ นอกจากขบวนโคมไฟแล้วยังมีขบวนการร่ายรำแบบญี่ปุ่น ขบวนนักดนตรี และที่ขาดไม่ได้นั่นคือกลุ่มนักตีกลอง Taiko ซึ่งประเพณีแห่ของเมือง Aomori นี้จัดว่าเป็นงานประเพณี 1 ใน 3 งานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค Tohoku เคียงข้างไปกับงานประเพณี Kanto Matsuri ของ Akita และงานประเพณี Tanabata แห่ง Sendai

กลับเข้ามาชมภายในพิพิธภัณฑ์กันบ้าง พิพิธภัณฑ์ Nebuta Warasse เป็นที่รวบรวมบรรยากาศ ประวัติศาสตร์ ประเพณีและวัฒนธรรมการแห่โคมไฟที่สืบทอดกันมากว่า 300 ปี โดยเรื่องราวทั้งหมดจะจะบอกเล่าผ่านภาพวาด ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงและสื่อผสมอยู่ภายในอุโมงค์ทางเข้าก่อนถึงโถงจัดแสดง

AOMORI, JAPAN - APRIL 22 2018: The Nebuta Warasse Museum is a great place to experience the beauty of the Nebuta festival with gigantic displays works of art, along with music and sounds

เมื่อเข้ามาถึงภายในโถงจัดแสดง ที่นี่แสดงโคมไฟยักษ์ 5 โคมที่ได้นำไปแห่เมื่อเทศกาลในปีที่ผ่านมาโดยผู้มาเยี่ยมชมสามารถเดินดูรอบๆเพื่อซึมซับศิลปะและความตั้งใจของงานช่างฝีมือญี่ปุ่นเพื่อใช้ในงานประเพณีในแต่ละปี และในวันหยุดสุดสัปดาห์ภายในโถงจัดแสดงใหญ่แห่งนี้จะมีการแสดงการร่ายรำที่ใช้ในประเพณี Nebuta Matsuri ควบคู่ไปกับดนตรีสดๆที่มีทั้งขลุ่ยญี่ปุ่นและกลอง Taiko ด้วย

AOMORI, JAPAN - APRIL 22 2018: Lantern floats for Nebuta Festival parade through the city of Aomori in summer, The festival held from August 2-7, annually.

เมื่อชมโคมไฟเสร็จแล้ว ทางด้านนอกของพิพิธภัณฑ์ยังมีร้านอาหารและร้านจำหน่ายของที่ระลึกให้แก่นักท่องเที่ยวด้วย การเดินทางใช้เวลาแค่ 5 นาทีเดินจากสถานีรถไฟ JR Aomori ก็จะถึงพิพิธภัณฑ์ Nebuta Warasse ที่นี่เปิดทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม (ปิด6โมงเย็นตั้งแต่พฤศจิกายนถึงเมษายน) และหยุดประจำปีวันที่ 31 ธันวาคมถึง 1 มกราคม และ 9-10 สิงหาคม ส่วนค่าเข้าชมท่านละ 600 เยน

AOMORI, JAPAN - APRIL 22 2018: The Nebuta Warasse Museum is a great place to experience the beauty of the Nebuta festival with gigantic displays works of art, along with music and sounds

พิพิธภัณฑ์ที่สองที่ต้องไปคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งเมือง Aomori หรือ Aomori Museum of Art ที่นี่ห้ามพลาดเด็ดขาดถ้าคุณเป็นคนรักศิลปะแบบเดิ้นๆ

Aomori Museum of Art เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแบบ modern art ที่มีการจัดแสดงงานศิลปะทั้งแบบถาวรและแบบหมุนเวียน สถาปัตกรรมของตัวพิพิธภัณฑ์ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Sannai Maruyama Jomon พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งใกล้ๆที่จัดแสดงสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยโบราณ โดยบางส่วนของตัวอาคารอยู่ในพื้นดินขณะที่บางส่วนอยู่ในร่องที่เซาะลงไปใต้ดิน

Tokyo, Japan - April 22 2018: The Aomori Museum of Art houses both temporary and permanent exhibits The museum's permanent collection includes three impossibly large paintings by Marc Chagall

งานที่โดดเด่นของที่นี่เป็นภาพวาดขนาดยักษ์สามชิ้นของ Marc Chagall ซึ่งจริงๆเคยใช้เป็นฉากของการแสดงบัลเล่ท์ที่ งานอีกชิ้นคือภาพพิมพ์จากแม่พิมพ์ไม้ของ Munakata Shiko และสุดท้ายที่เจ๋งฝุดๆคือเจ้าหมาหาชามข้าว Aomori Ken ประติมากรรม pop art ที่มีความสูงถึง 8.5 เมตรของ Nara Yoshitomo ส่วนตัวแล้วชอบงานชิ้นนี้มากที่สุด

Tokyo, Japan - April 22 2018: Aomori Dog Statue a gigantic white dog over 8.5 meters tall at The Aomori Museum

การเดินทาง : ให้ขึ้นรถบัสจากสถานี JR Aomori ป้ายหมายเลข 6 ขึ้นรถที่ไป Sannai-Maruyama Iseki แล้วลงที่ป้าย Kenritu-Bijutsukan Mae ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีค่ารถคนละ 280 เยน พิพิธภัณฑ์ เปิดตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น (ปิด 5 โมงเย็นตั้งแต่ตุลาคมถึงพฤษภาคม) ปิดทำการทุกวันจันทร์ที่ 2 และ 4 ของเดือนและวันหยุดนักขัตฤกษ์อื่นๆ ค่าเข้าชมงานศิลปะที่จัดแสดงถาวรอยู่ที่ 510 เยน ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพด้านใน แต่ถ่ายภาพภายนอกอาคารได้ ไม่งั้นเราคงอดรูป Aomori Ken และที่พิพิธภัณฑ์มี locker สำหรับฝากกระเป๋าข้าวของของเราไม่ต้องแบกให้หนักตอนเดินดูงานด้วย อันนี้ดีงามจริงๆ

from-the-outside-in