ทำไม “ชา” จึงเป็นเครื่องดื่มสุดฮิตของคนญี่ปุ่นและมาทำความรู้จักวิธีการชงชาและการดื่มชาตามแบบฉบับคนญี่ปุ่นกันค่ะ

9,255

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการดื่มชากันอย่างแพร่หลาย ดื่มกันทุกเพศ ทุกวัย ดื่มได้ทุกช่วงเวลาของวัน จนแทบจะเรียกได้ว่า “ชา” นั้นได้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นอย่างไม่รู้ตัว จนกลายเป็นวัฒนธรรมการดื่มชาอย่างแพร่หลายในประเทศเกาะแห่งนี้

tea01

จริงอยู่ ในท้องตลาดปัจจุบันก็มีเครื่องดื่มหลากหลายชนิดให้เราเลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม กาแฟ นมหรือน้ำผลไม้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า สำหรับคนญี่ปุ่นนั้น ทุกบ้านไม่สามารถขาดเครื่องดื่มที่เรียกกันว่า “ชา” ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการดื่มชาร้อนกับขนมเวลารับแขก การดื่มชาไม่ว่าจะร้อนหรือเย็นแทนน้ำเปล่าในทุกช่วงเวลาของวัน ไปจนถึงพิธีการชงชาที่ละเมียดละไมที่สืบทอดกันมา

ทำไมคนญี่ปุ่นจึงนิยมดื่มชา? ก็เพราะว่าชามีประโยชน์นั่นเองค่ะ จากข้อมูลการศึกษาประโยชน์ของชา ทำให้เราทราบว่าชามีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะชาเขียวแท้ๆ ของญี่ปุ่นนั้นอุดมไปด้วยวิตามินที่ร่างกายเราต้องการ เช่น วิตามินอี ที่มีสรรพคุณเป็นสารแอนติออกซิแดนซ์ ช่วยชะลอความแก่, วิตามินซี ที่ช่วยลดความเครียด ต่อต้านภาวะติดเชื้อ, วิตามินบีรวม ช่วยให้กระบวนการเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์, มีแร่ธาตุจำเป็นอื่นๆ  เช่น โซเดียม, โปแตสเซียม, แคลเซียม, แมกนีเซียมและฟอสฟอรัส รวมทั้งยังมีฟลูออไรด์ ช่วยเสริมความแข็งแรงให้แก่เคลือบฟัน ป้องกันฟันผุได้ ที่ญี่ปุ่น ทารกอายุประมาณ 1 เดือนขึ้นไป ก็เริ่มกินชากันแล้ว ชาที่ว่านี้คือ “มุงิฉะ” คือชาข้าวบาร์เลย์นั่นเองค่ะ ทารกดื่มได้และคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่ก็ดื่มได้เช่นกันค่ะ เพราะว่ามีประโยชน์และไม่มีคาเฟอีน

(*ข้อมูลเกี่ยวกับวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ในชาจาก สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

tea02

“พิธีชงชา” เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เราเข้าใจความสำคัญของชาเขียวกับคนญี่ปุ่น พิธีการชงชาที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยแนวคิดแบบเซน ความประณีตงดงามและความใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด เริ่มตั้งแต่ห้องชงชา ที่มักจะเป็นห้องที่สามารถมองเห็นสวนสวยหรือประดับด้วยภาพเขียนที่สวยงาม  ประตูห้องดื่มน้ำชาจะเป็นประตูที่เตี้ยกว่าประตูปรกติทั่วไป ทำให้ผู้ที่จะเข้าร่วมพิธีชงชาต้องค้อมศีรษะเล็กน้อย เพื่อให้ได้ระลึกว่า หลังจากก้าวข้ามประตูนี้ไป ต้องระลึกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน

tea03

พิธีการชงชาจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าแต่สวยงาม ผู้ชงชาแต่งกายด้วยกิโมโนขั้นตอนการชงชาเขียวญี่ปุ่นที่เรียกว่า “มัทฉะ” จะค่อยๆ ทำแบบเป็นขั้นเป็นตอน จนได้ชาเขียวหอมกรุ่น เสิร์ฟในภาชนะที่สวยงามคู่กับขนมหวานญี่ปุ่น ชาเขียวมีรสค่อนข้างขม แต่เมื่อได้กินกับขนมหวาน ทำให้ได้รสชาติที่ลงตัวอย่างวิเศษ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการชงชาก็ถูกคัดสรรมาอย่าง แสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถัน

shi_3

หากต้องการดื่มชาเขียวคุณภาพดีจากญี่ปุ่น “จังหวัดชิซึโอกะ” ก็เป็นแหล่งเพาะปลูกชาเขียวชั้นดีจนได้รับสมญานามว่าเป็น “สวรรค์แห่งชา”  หากเพื่อนๆ มีโอกาสได้มาท่องเที่ยวที่จังหวัดชิซึโอกะ นอกจากธรรมชาติที่สวยงาม ออนเซน อาหารทะเลสดๆ แสนอร่อยและวิวที่สวยงามของภูเขาไฟฟูจิแล้วนั้น  ถ้าไม่ได้มาเยือนไร่ชา ก็เหมือนยังมาไม่ถึงชิซึโอกะนะคะ

tea_farm

tea04

shi_2_2

ผู้คนที่นี่ใส่ใจในการเก็บชาเป็นอย่างมาก ใบชาที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกตอนต้นฤดูคือใบชาที่ดีที่สุด มีรสชาติดีมาก เป็นเอกลักษณ์ ไม่ขม ไม่ฝาด มีรสที่ละมุน

tea06

หากต้องการดื่มชาเขียวที่ดีที่สุด จากแหล่งกำเนิดที่ดีที่สุด ไม่ต้องบินมาถึงญี่ปุ่น เพื่อนๆ ก็สามารถลิ้มรสชาคุณภาพดีได้ตอนนี้ที่ไทย มีสองรสชาติให้เลือกคือ ชาเขียวชิซึโอกะ No Sugar เป็นชาเขียวรสละมุนที่ปราศจากน้ำตาล ดื่มแล้วสดชื่นและชาเขียวชิซึโอกะ Mildly Sweet ที่เป็นชาเขียวจากชิซึโอะกะปนกับผงมัทฉะชั้นดี รสเข้มนิดๆ หวานหน่อยๆ เรียกความสดใสได้เป็นอย่างดี

shi_1

ความพิเศษคือใบชาที่นำมาผลิตชาทั้งสองรส เซนเซเป็นผู้คัดเลือกมา (ในประเทศญี่ปุ่น หากอาชีพใดที่ผู้ประกอบอาชีพต้องมีความรู้ ความสามารถในเรื่องนั้นๆ จะเรียกแบบยกย่องว่า “อาจารย์” ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า “เซนเซ” ในที่นี้หมายถึงผู้ที่เชียวชาญเรื่องใบชานั่นเองค่ะ) ซึ่งเซนเซจะชิมชา วันละมากกว่า 100 ถ้วย เป็นเวลานานกว่า 30 ปี จึงสามารถแยกแยะรสชาติของใบชามากกว่า 50 แหล่งได้อย่างแม่นยำ

อยากชวนเพื่อนๆ มาสัมผัสประสบการณ์ชิซึโอกะที่ 7-Eleven และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไปค่ะ