รวมวัด Hot ศาลเจ้า Hit ทั่วหล้าแดนปลาดิบ (Part III)

4,716

คราวก่อนพาทัวร์วัดและศาลเจ้าที่ Kyoto รู้สึกว่ายังมีวัดสำคัญค้างคาอยู่วัดหนึ่งที่ยังไม่ได้นำมาเล่าให้ฟัง ดังนั้นวันนี้เราจะบุกไปที่วัดนั้นกันเลย Kiyomizu-dera เป็นวัดที่มีศาลาไม้หลังใหญ่สร้างอยู่บนชะง่อนผา เป็นวัดที่มีน้ำตกอยู่ภายในวัดแยกออกเป็นสามสายให้ดื่มกินกัน วัดที่เราเรียกกันในภาษาไทยว่า.....วัดน้ำใส Kiyomizu-dera ถือว่าเป็นวัดที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูงสุดใน Kyoto แล้วจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

จากที่เคยมีประสบการณ์ครั้งที่สองที่เดินขึ้นวัดไปตามถนน Gojo-zaga จ้างสามร้อยเราก็ไม่ยอมไปเพราะคนที่อยากเข้าชมวัด Kiyomizu-dera นั้นเรียกได้ว่าเยอะมากหนาแน่นเบียดเสียดจนแทบจะสิงกันได้เลยทีเดียว

KYOTO, JAPAN - NOVEMBER 19: Kiyomizu-dera in Kyoto, Japan on November 19, 2013. Founded in Heian period in 798, the present building was constructed in 1633 by Tokugawa Iemitsu

จุดชมวิวที่มองมาเห็นศาลาของวัด Kiyomizu ขึ้นขื่อว่างดงามมากในทุกฤดูโดยเฉพาะฤดูใบไม้ผลิที่มีดอก Sakura เบ่งบาน หรือช่วงสีสัน colorful ของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี นอกจากจะเปิดให้ชมในตอนกลางวันแล้ว ทุกปีที่วัดจะจัดให้มีรอบพิเศษ เปิดโชว์ Illumination ในตอนกลางคืนให้กับนักท่องเที่ยวได้เข้าชมอีกด้วย ค่าเข้าชมแบ่งออกเป็นสองรอบคือรอบกลางวันและรอบกลางคืน รอบละ 400 เยน

KYOTO, JAPAN - NOVEMBER 19: Kiyomizu-dera in Kyoto, Japan on November 19, 2013. Founded in Heian period in 798, the present building was constructed in 1633 by Tokugawa Iemitsu

การเดินทางถ้าขึ้นรถบัสสาย 100 หรือ 206 จากสถานี Kyoto ให้ลงที่ป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi แล้วเดินขึ้นเขาไปราว 10 นาที หรือถ้าขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Keihan ให้ลงที่สถานี Kiyomizu-Gojo แล้วเดินต่อราว 20 นาที ที่นี่เปิดทุกวันไม่มีวัหยุดตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงหกโมงเย็นและมีค่าเข้าชม 400 เยน

**ช่วงนี้ศาลาใหญ่ของ Kiyomizu-dera ปิดซ่อมแซมหลังคาครั้งมโหฬารเลย ดังนั้นนักท่องเที่ยวถึงจะสามารถเดินเข้าไปชมในศาลาใหญ่ได้เป็นปกติแต่จะไม่สามารถเก็บรูปสวยๆได้เพราะมีสิ่งปกคลุมและนั่งร้านครอบตัวศาลาเอาไว้อีกชั้นนึง ทั้งหมดจะดำเนินการเสร็จสิ้นราวเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 2020 ครับ

สถานีต่อไปลงที่ Nara กันดีกว่าเพราะที่นี่ก็เป็นเมืองหลวงเก่าแก่ที่มีวัดสำคัญอายุนับพันๆปีอยู่เหมือนกัน เราเริ่มจากวัด Todaiji ก่อน วัด Todaiji เป็นวัดที่เก่าแก่และมีความสำคัญมากแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปีค.ศ 752 ให้เป็นศูนย์กลางแห่งวัดทั้งหลายทั่วประเทศญี่ปุ่น ที่มหาวิหารหลักของวัดนั้นถือเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นจากไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

03IMG_2283

ที่หน้าวัดมีประตู Nandai-mon นับเป็นประตูที่ใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่หน้าวัด ประตูนี้สร้างกันตั้งแต่ปีค.ศ. 1199 แล้วเสร็จเอาปีค.ศ 1203 ประตูมีความสูงราว 25 เมตร โดยด้านข้างของประตูเป็นที่สถิตของ Nio - นายทวารบาลเก่าแก่ที่สร้างด้วยไม้สองตนเพื่อปกปักรักษาวัดให้พ้นจากความชั่วร้าย

NARA, JAPAN - NOVEMBER 16: Nandaimon in Nara, Japan on November 16, 2013. Great South Gate with the dancing Nio figures are reconstruction of end-12th century based on Song Dynasty style

ในเขตอุทยานประวัติยังมีศาลเจ้าสำคัญอยู่อีกศาลเจ้านึงนั่นคือศาลเจ้า Kasuga Taishaใครไปที่ศาลเจ้า Kasuga นี่ก็จะเห็นโคมหินและโคมโลหะประดับอยู่มากมาย ส่วนมากแล้วได้รับบริจาคจากผู้มีศรัทธาต่อศาลเจ้า ผู้คนมาที่นี่ค่อนข้างหนาตาเพราะเป็นแลนด์มาร์คสำคัญเหมือนกัน

05IMG_2444

ศาลเจ้า Kasuga Taisha ศาลเจ้าแห่งนี้ศาลขึ้นช่วงเวลาเดียวกันกับการสถาปนานคร Nara ขึ้นเป็นราชธานี สร้างขึ้นเพื่อคอยพิทักษ์รักษาราชธานีแห่งนี้เอาไว้

NARA, JAPAN - NOVEMBER 16: Kasuga Taisha in Nara, Japan on November 16, 2013. Established in 768, rebuilt several times over the centuries. Famous for its many bronze lanterns and many stone lanterns that lead up the shrine

สำหรับการเดินทางมายัง Nara ให้ขึ้นรถ rapid สาย Miyakoji จากสถานี Kyoto แล้วมาลงที่สถานี Kintetsu Naraแล้วเดินจากสถานีรถไฟ ใช้เวลาราว 30 นาที เมื่อเดินไปถึงเขต Nara Park แล้วจะมี Loop Bus ให้บริการวิ่งวนในเขต Nara Park เพื่อขนส่งไปยังสถานที่ต่างๆ

ข้ามมายังจังหวัด Mie กันบ้าง ที่นี่มีศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ยืนนานมากว่าสองพันปี ศาลเจ้า Ise-jingu แห่งเมือง Ise จังหวัด Mie เอาเข้าจริงถ้าจะกล่าวว่าที่นี่เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวนั้นอาจจะไม่ถูกต้องนักเพราะศาลเจ้า Ise-jingu นั้นแบ่งออกเป็นสองส่วนนั่นคือศาลเจ้าชั้นนอกหรือที่เรียกกันว่า Ise-jingu (Geku) และศาลเจ้าชั้นในหรือที่เรียกกันว่า Ise-jingu (Naiku) ศาลเจ้า Ise ชั้นนอกมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าศาลเจ้า Toyouke Daijingu ที่นี่บูชา Toyouke Omikami เทพเจ้าแห่งการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เป็นเทพเจ้าแห่งการปกปักภักษาหาร บ้านเรือนและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ท่าน Toyouke Omikami ยังเป็นเทพที่จัดเตรียมอาหารให้แก่เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ เทพเจ้าสูงสุดแห่งญี่ปุ่นนั่นคือ Amaterasu Omikami ที่ได้รับการบูชาในศาลเจ้า Ise ชั้นในอีกด้วย การเดินทางให้เดินเท้่าจากสถานี Iseshi ไปเป็นเส้นตรงก็จะถึงหน้าศาลเจ้าได้ภายใน 10 นาที

Ise Jingu Geku(Ise Grand shrine - outer shrine) in Ise City, Mie Prefecture MIE, JAPAN - NOVEMBER 20, 2015: Ise Grand Shrine (Geku - outer shrine, officially known as Toyouke Daijingu) dedicated to Toyouke-Omikami, the deity of agriculture and industry

ส่วนศาลเจ้าชั้นใน Ise-jingu (Naiku) มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าศาลเจ้า Kotai Jingu ที่นี่นี่แหละที่บูชาเทพ Amaterasu มหาเทพแห่งดวงอาทิตย์ที่ชาวญี่ปุ่นให้ความเคารพนับถือสูงสุด ถือเป็นศาลเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแล้วในญี่ปุ่น เชื่อกันว่าศาลเจ้าชั้นในแห่งนี้มีอายุยืนยาวมากว่า 2000 ปี ศาลเจ้าทั้งสองแห่งยังสืบทอดพิธี Shikinen Sengu ซึ่งเป็นพิธีรื้อศาลเจ้าที่จัดขึ้นทุกๆ 20 ปีถือเป็นวาระสำคัญระดับชาติโดยการรื้อศาลเจ้ารอบต่อไปจะเกิดขึ้นอีกในปี 2033 การรื้อและสร้างใหม่เป็นการแสดงถึงสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์และพิธีกรรมนี้สืบทอดกันมากกว่าหนึ่งพันสามร้อยปีแล้ว

Ise Jingu Naiku(Ise Grand shrine - inner shrine) in Ise City, Mie Prefecture MIE, JAPAN - NOVEMBER 20, 2015: Ise Grand Shrine (Naiku - inner shrine, officially known as Kotai Jingu) dedicated to the worship of Amaterasu - the goddess of the sun

การเดินทางมาที่ศาลเจ้าชั้นในให้นั่งรถประจำทางที่ชื่อว่า CAN bus จากหน้าศาล Ise เจ้าชั้นนอกหรือจากสถานี Iseshi และสถานี Ujiyamada แล้วลงที่ป้ายรถหน้าศาลเจ้า Ise ชั้นในจะใช้เวลาราว 10-15 นาทีและค่าเดินทาง 430 เยนต่อหนึ่งเที่ยว ทั้งสองศาลเจ้าเปิดตั้งแต่ตีห้าถึงหกโมงเย็นทุกวันไม่มีวันหยุดและไม่เสียค่าเข้าชมครับ

และศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์แห่งสุดท้ายคงจะละเลยไม่กล่าวถึงที่นี่ไม่ได้ นั่นคือศาลเจ้า Atsuta-jingu เมือง Nagoya แห่งจังหวัด Aichi ที่มีคนมาเยือนกว่าเก้าล้านคนต่อปีแห่งนี้มีอายุล่วงเข้าสองพันปีแล้ว ศาลเจ้าตั้งอยู่บนพื้นที่กว้าง มีทางเดินตัดเข้าไปในป่าสนสูงใหญ่ ผ่านประตู Torii ไม้อยู่หลายชั้นกว่าจะเข้าไปถึงบริเวณศาลเจ้าชั้นใน แน่นอนว่า เดินเข้ามาข้างในนี้จะไม่ได้ยินเสียงรถยนต์ที่วิ่งวุ่นวายอยู่บนถนนด้านนอกเพราะป่าไม้ในศาลเจ้ากรองเสียงที่ไม่พึงประสงค์ออกไปจนหมด

Atsuta-jingu (Atsuta Shrine) in Nagoya, Japan NAGOYA, JAPAN - NOVEMBER 18, 2015: Atsuta Shrine is one of Shinto's most important shrines. It enshrines the Sun Goddess Amaterasu and stores the sacred sword Kusanagi

อาคารศาลเจ้าใหญ่สร้างด้วยไม้ สามารถยืนภาวนาอยู่ได้แค่เพียงด้านนอก และได้แค่มองเข้าไปด้านในจะเห็นประตูศาลเจ้าปิดอยู่เหมือนเป็นเขตหวงห้ามที่ไม่อนุญาตให้คนภายนอกได้ล่วงรู้ได้ว่าเบื้องหลังประตูที่ปิดอยู่คืออะไร ที่นี่เป็นที่เก็บดาบ Kusanagi-no Tsurugi ดาบสำคัญในตำนานของญี่ปุ่นที่เชื่อกันว่าเป็นดาบที่เรียกมวลเมฆลงมาจากสรวงสวรรค์ได้ (ถอดความมาจากชื่อเดิมที่เรียกกันว่า Ame-no-Murakumo-no-Tsurugi ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Kusanagi-no Tsurugi ในภายหลัง)

Atsuta-jingu (Atsuta Shrine) in Nagoya, Japan NAGOYA, JAPAN - NOVEMBER 18, 2015: Atsuta Shrine is one of Shinto's most important shrines. It enshrines the Sun Goddess Amaterasu and stores the sacred sword Kusanagi

การเดินทางไปศาลเจ้า Atsuta-jingu สามารถขึ้นรถไฟสาย Meitetsu จากสถานี Nagoya ใช้เวลาราว 5 นาทีแล้วลงที่สถานี Jingumae เดินต่ออีกราวสามนาที หรือขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Meijo แล้วลงที่สถานี Jingunishi แล้วเดินต่ออีกราว 5 นาที ศาลเจ้าเปิดทุกวันและวันละ 24 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว

สามตอนของวัดและศาลเจ้าที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่นผ่านไปแล้ว เรามาติดตามกันในตอนหน้า แล้วพบกันนะครับ

ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่นและสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ได้ที่เพจ From the outside in นะครับ

from-the-outside-in