Hakone 2nd time หกปีผ่านไปฮาโกเนะยังน่ารักเหมือนเดิม

2,490

สวัสดีทุกคนนนนน วันนี้ Haruna_SP จะพาทุกคนไปเที่ยวในสถานที่ที่นักเที่ยวญี่ปุ่นต้องคุ้นเคย ถ้าถามถึงแพลนเที่ยวฉบับมือใหม่ จุดหมายแรกๆ ที่จะโผล่ขึ้นมาในหัวนอกจากโตเกียว หรือโอซาก้า พนันเลยว่าต้องมีฮาโกเน่แน่นอน เราเองก็เคยไปฮาโกเน่มาแล้วครั้งนึงสมัยที่มาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อ 6 ปีก่อน แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมเยียนอีกครั้ง คราวนี้ตั้งใจจะมาย้อนรอยและเก็บตกสิ่งที่พลาดไปในคราวก่อนค่ะ

hakone02

แน่นอนว่าจะไปฮาโกเน่ก็ต้องซื้อ Hakone Free Pass สิ่งแรกที่รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเลยก็คือ...ราคาตั๋วมันแพงขึ้นค่ะทุกคน ตอนนี้ราคาตั๋วแบบใช้ได้สองวันอยู่ที่ 5,140 เยน ซึ่งเราจำได้ว่าเมื่อหกปีก่อนมันถูกกว่านี้นี่ !? แต่เอาเถอะ เวลาเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยน

hakone03

hakone04

แต่ไม่ว่ายังไงตั๋วใบนี้ก็ถือว่ายังคุ้มค่าและให้ความสะดวกเราได้สุดๆ เหมือนเดิม เส้นทางการเดินทางของเราก็เป็นแบบทั่วๆ ไป คือนั่งรถไฟจากชินจูกุไปลงที่สถานี Odawara จากนั้นก็ต่อรถไฟสายเก่าคันสีแดงที่จะวิ่งแบบเดินหน้าถอยหลัง ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปบนเขา ช่วงที่เราไปคือเดือนมิถุนายนเลยได้เห็นพุ่มดอกอาจิไซที่อยู่ข้างทางเต็มไปหมด

hakone05

hakone06

รถไฟพาเราขึ้นมาถึงสถานี Gora จุดเชื่อมต่อรถราง แต่ก่อนจะไปต่อเราขอแวะมาเดินเล่นแถวๆ สถานีหน่อยดีกว่า นั่งรถไฟมาตั้งนานก็อยากจะยืดเส้นยืดสายบ้างเลยทำให้เราได้พบกับร้านคาเฟ่ Ninja Fuma ที่ตั้งอยู่บนเนินหลังสถานี บรรยากาศดี เมนูน่าสนใจ มีพนักงานใส่ชุดนินจาออกมาต้อนรับ แถมมีให้เล่นปาเป้าด้วยนะ

hakone07

hakone08

หลังจากนั้นก็ได้เวลาขึ้นรถรางเพื่อไปต่อกระเช้าขึ้นไปยังหุบเขา Owakudani เมื่อหกปีก่อนเราจำได้ว่าเราได้เห็นฟูจิซังครั้งแรกก็ตอนนั่งกระเช้านี่แหละ เป็นวิวที่สวยมาก โชคดีที่ตอนนั้นฟ้าเปิด แต่วันนี้กลับโชคร้ายค่ะ เพราะเมฆหนามากถึงมากที่สุด หาไม่เจอเลยว่าฟูจิซังไปซ่อนตัวอยู่ตรงไหน

hakone09

hakone10

และแล้วเราก็มาถึงหุบเขาแห่งไข่ดำที่คราวแล้วเราพลาดกิจกรรมกินไข่ดำและไม่ได้ออกไปเดินเล่นด้านนอกเลย เพราะฉะนั้นได้กลับมาทั้งทีภารกิจของเราวันนี้คือตามล่าหาไข่ดำที่หาไม่ยากเลย มีวางขายเป็นแพ็คอยู่ที่ร้านขายของฝากบนโอวาคุดานิ เราซื้อมา 5 ฟอง 500 เยนเท่านั้น ทีนี้ล่ะได้กินสมใจสักที

hakone11 hakone12

ต่อไปเราก็ออกไปเดินเล่นด้านนอกที่จะเป็นลานโล่ง มีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นหุบเขาที่มีควันกำมะถันผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ในขณะเดียวกันก็จะเห็นโรปเวย์เคลื่อนตัวมาจอดที่สถานี นอกจากจุดชมวิวแล้วก็มีศาลเจ้าเล็กๆ ให้ไปขอพร เขาบอกว่าที่นี่ศักดิ์สิทธิ์เรื่องอายุยืนล่ะ ใครอยากมาขอพรให้ญาติผู้ใหญ่สุขภาพแข็งแรง แนะนำที่นี่เลยจ้า

hakone13

hakone14

ใกล้ๆ ศาลเจ้าจะมีร้านขายขนมและอาหารตั้งเรียงรายอยู่ มีอยู่สิ่งนึงที่เราเห็นแล้วรีบพุ่งตัวเข้าใส่เลยคือซอฟต์ครีมไข่ค่ะทุกคน ! เราสั่งเป็นแบบทูโทน ผสมรสไข่สีเหลืองกับรสนมสีขาว สีสวยมาก ไม่ใช่แค่นั้นนะ รสชาติยังอร่อยด้วย

hakone15 hakone16

หลังจากเดินเล่นจนหนำใจ เราก็ไปรอรถบัสเพื่อที่จะไปนั่งเรือโจรสลัดค่ะ เมื่อหกปีที่แล้ว เราสามารถนั่งกระเช้ากลับไปด้านล่างได้ แต่ตอนนี้เหมือนว่าเขาจะปิดอยู่ค่ะเลยต้องมานั่งรอรถบัสท่ามกลางแดดร้อนของเดือนมิถุนายน คนรอคิวเยอะมาก อาจจะต้องเผื่อเวลากันหน่อย แต่รถบัสมาค่อนข้างเร็วและคันใหญ่ รอสักประมาณ 15 นาทีก็ได้ขึ้นแล้ว

hakone17

ไม่นานเราก็ลงมาถึงท่าเรือโจรสลัด เพื่อนๆ อาจจะต้องดูเวลาให้ดีนะ เพราะบางทีเรือเทียบท่าตอนเที่ยง ถ้ามาไม่ทันรอบนี้อาจจะได้ขึ้นอีกทีบ่ายสองเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็หาอะไรทานที่นี่ หรือจะออกไปเดินเล่นก่อนก็ได้ ใครไม่รีบก็ชิวๆ ไปค่ะ หายห่วง

hakone18

เมื่อ 6 ปีที่แล้วที่มาขึ้นเรือโจรสลัดเรามัวแต่ห่วงนั่งอยู่ข้างใน คราวนี้เราเลยรีบขึ้นมายืนบนชั้นดาดฟ้าเลย ขณะที่เรือแล่นไปลมเย็นๆ ของทะเลสาบอะชิก็พัดผ่านไปด้วย แดดไม่แรง อากาศดีมากๆ เราเลยยืนชมวิวและถ่ายรูปเล่นกันบนนั้นตั้งแต่เรือออกยันเรือจอด

hakone19

hakone20

เวลาประมาณสี่โมงเย็น เรือก็มาจอดเทียบท่า Moto-Hakone จากตรงนี้สามารถเดินไปเที่ยวชมศาลเจ้าฮาโกเนะที่มีเสาโทริอิตั้งอยู่กลางน้ำได้ หรือหากใครจะเดินทางกลับไปที่สถานีรถไฟก็สามารถเลือกนั่งรถบัสที่มุ่งหน้าสู่สถานี Hakone Yumoto หรือจะไปสถานี Odawara ก็ได้

hakone21

แต่กว่าจะมาถึงสถานีนี่หลับไปหลายตื่นอยู่เหมือนกันเพราะช่วงที่เรากลับ บริเวณตัวเมืองบนเขาของฮาโกเน่ รถติดมาก อาจจะเป็นเพราะไปวันเสาร์อาทิตย์ด้วย นักท่องเที่ยวเลยเยอะ เรียกได้ว่านั่งกันจนตูดแฉะ ทางก็โค้งไปมา อาจจะมีเมารถกันบ้างล่ะ

hakone22

แต่อย่างไรก็ตาม เวลาประมาณหกโมงกว่าๆ เราก็เดินทางกลับมาถึงสถานีชินจูกุกันได้ เป็นอันจบทริปฮาโกเน่ ที่ถึงแม้จะไปมาแล้วเมื่อหกปีก่อน แต่ทริปนี้ในปี 2018 ฮาโกเน่ก็ยังทำให้เราประทับใจได้เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน (แม้จะผิดหวังที่ไม่ได้เห็นฟูจิซังก็เถอะ)